Wednesday, June 10, 2009

ระบบการสื่อสารข้อมูล

แบบทดสอบ เรื่อง อุปกรณ์ OST Topology และ สัญญาณ

1. วิธีการรวมช่องทางการสื่อสารข้อมูลมีกี่วิธี
ก. 1 วิธี
ข. 2 วิธี
ค. 3 วิธี
ง. 4 วิธี

เฉลย ค. 3 วิธี
วิธีการรวมช่องทางการสื่อสารข้อมูล 3 วิธี คือ
- การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งตามความถี่ / FDM
- การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งตามเวลา / TDM
- การมัลติเพล็กซ์แบบแบ่งตามกาลเวลาด้วยสถิติ / STDM
ที่มา : http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson6/lesson6.5.html
ย่อหน้าที่ 1 บรรทัดที่ 1,6,13


2. เครื่องทวนซ้ำสัญญาณ (Repeater) เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในระดับใด
ก. Data Link Layer
ข. Physical Layer
ค. Network Layer
ง. Transport Layer

เฉลย ข. Physical Layer
เครื่องทวนซ้ำสัญญาณ (Repeater) เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในระดับ Physical Layer ใน OSI Model
ที่มา : http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson6/lesson6.5.html
ย่อหน้าที่ 2 บรรทัดที่ 1


3. เราท์เตอร์ (Router) เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในระดับใด
ก. Data Link Layer
ข. Physical Layer
ค. Network Layer
ง. Transport Layer

เฉลย ค. Network Layer
เราท์เตอร์ (Router) เป็นอุปกรณ์ที่ทำงานอยู่ในระดับที่สูงกว่าบริดจ์ นั่นคือในระดับ Network Layer ใน OSI Model
ที่มา : http://www.rbru.ac.th/courseware/science/4000107/lesson6/lesson6.5.html
ย่อหน้าที่ 2 บรรทัดที่ 14


4. แบบจำลอง OSI จะแบ่งการทำงานของระบบเครือข่ายออกเป็นกี่ชั้น
ก. 5 ชั้น
ข. 6 ชั้น
ค. 7 ชั้น
ง. 8 ชั้น

เฉลย ค. 7 ชั้น


ที่มา : http://www.udonoa.com/www-tam/Knowledge/OSImodel.html


5. Layer5, Session Layer ทำหน้าที่ใด
ก. เป็นชั้นที่ทำหน้าที่ตกลงกับคอมพิวเตอร์อีกด้านหนึ่งในชั้นเดียวกันว่า การรับส่งข้อมูลในระดับโปรแกรมประยุกต์จะมีขั้นตอนและข้อบังคับอย่างไร
ข. เป็น Layer ที่ควบคุมการสื่อสารจากต้นทางไปยังปลายทางแบบ End to End และคอยควบคุมช่องทางการสื่อสารในกรณีที่มีหลายๆ
ค. เป็นชั้นที่อยู่บนสุดของขบวนการรับส่งข้อมูล ทำหน้าที่ติดต่อกับผู้ใช้
ง. เป็น Layer ที่มีหน้าที่หลักในการแบ่งข้อมูลใน Layer บนให้พอเหมาะกับการจัดส่งไปใน Layer ล่าง

เฉลย ข. เป็น Layer ที่ควบคุมการสื่อสารจากต้นทางไปยังปลายทางแบบ End to End และคอยควบคุมช่องทางการสื่อสารในกรณีที่มีหลายๆ
ที่มา : http://www.udonoa.com/www-tam/Knowledge/OSImodel.html


6. โครงสร้างแบบบัส (Bus Topology) มีลัษณะอย่างไร
ก. เป็นโครงสร้างที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์แต่ละตัวเข้ากับคอมพิวเตอร์ศูนย์กลาง
ข. เป็นโครงสร้างที่เชื่อมคอมพิวเตอร์แต่ละตัวด้วยสายเคเบิลที่ใช้ร่วมกัน
ค. เป็นโครงสร้างที่เชื่อมคอมพิวเตอร์ทั้งหมดเข้าเป็นวงแหวน ข้อมูลจะถูกส่งต่อ ๆ กันไปในวงแหวนจนกว่าจะถึงเครื่องผู้รับที่ถูกต้อง
ง. เป็นโครงสร้างที่ใช้วิธีการเดินสายของแต่ละเครื่อง ไปเชื่อมการติดต่อกับทุกเครื่องในระบบเครือข่าย

เฉลย ข. เป็นโครงสร้างที่เชื่อมคอมพิวเตอร์แต่ละตัวด้วยสายเคเบิลที่ใช้ร่วมกัน
ที่มา : http://cptd.chandra.ac.th/selfstud/it4life/sub%20net7.htm


7. Topology แบบใดมีผู้นิยมใช้มากที่สุด
ก. แบบ Bus
ข. แบบ Star
ค. แบบ Ring
ง. แบบ Hybrid

เฉลย ก. แบบ Bus
แบบ Bus เป็นรูปแบบที่มีผู้นิยมใช้มากแบบหนึ่ง เพราะมีโครงสร้างไม่ยุ่งยากและไม่ต้องใช้เครื่องขยายสัญญาณหรืออุปกรณ์สลับสายเหมือนแบบวงแหวนหรือแบบดาว
ที่มา : http://www.geocities.com/Pennapa_lan/Lan_topology.htm


8. โทโพโลยีแบ่งออกเป็นกี่ลักษณะ
ก. 2 ลักษณะ
ข. 4 ลักษณะ
ค. 6 ลักษณะ
ง. 8 ลักษณะ

เฉลย ก. 2 ลักษณะ
ในการกล่าวถึงโทโพโลยีจะกล่าวถึงใน 2 ลักษณะ คือ
โทโพโลยีทางตรรกะ (logical topology) และโทโพโลยีทางกายภาพ (Physical Topology)
ที่มา : http://www.geocities.com/dokmitong/p9_4.htm ย่อหน้าที่ 1 บรรทัดที่ 2


9. สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็นกี่ประเภท
ก. 2 ประเภท
ข. 4 ประเภท
ค. 6 ประเภท
ง. 8 ประเภท

เฉลย ก. 2 ประเภท
สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสารแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือสัญญาณอะนาลอกและสัญญาณดิจิตอล
ที่มา : http://www.angelfire.com/bug/pantha/2.htm


10. การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็นกี่ประเภท
ก. 2 ประเภท
ข. 4 ประเภท
ค. 6 ประเภท
ง. 8 ประเภท

เฉลย ก. 2 ประเภท
การส่งสัญญาณข้อมูลแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทคือ การส่งแบบขนานและแบบอนุกรม
ที่มา : http://www.angelfire.com/bug/pantha/2.htm

Wednesday, January 28, 2009

Windows Server 2003


Microsoft Windows Server 2003


ภาพหน้าจอ Windows Server 2003
บริษัท/ผู้พัฒนา : ไมโครซอฟท์
ตระกูลโอเอส :
ไมโครซอฟท์ วินโดวส์
โมเดลต้นฉบับ : Shared source
ชนิด เคอร์เนล : Hybrid kernel
ลิขสิทธิ์ : Microsoft EULA
เว็บไซต์ : www.microsoft.com/windowsserver2003

-Windows Server 2003 คือแพล็ตฟอร์มที่ช่วยเพิ่มประสิทธิผลให้กับผู้ใช้ ให้มุมมองใหม่ของข่าวสารทางธุรกิจที่สำคัญต่อผู้ใช้ เพื่อจะสามารถทำงานร่วมกัน จัดการ และตอบสนองความเปลี่ยนแปลงในโลกแห่งการแข่งขันได้ดีขึ้น ระบบปฏิบัติการตระกูล Windows Server 2003 ทำให้งานด้าน IT มีประสิทธิภาพสูงขึ้น พร้อมกับช่วยลดค่าใช้จ่าย สำหรับเครือข่ายขนาดเล็ก จนถึงศูนย์ข้อมูลขนาดใหญ่

ระบบปฏิบัติการตระกูล Windows Server 2003 สามารถช่วยให้:
- ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- แอพพลิเคชั่นได้รับการพัฒนา, นำไปใช้ และทำงานได้ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น
- เพิ่มผลการทำงานให้กับทุกส่วนขององค์กร

การให้บริการอย่างต่อเนื่อง
- สามารถทำงานได้ตลอดเวลา ด้วยการปรับปรุงด้านการทำคลัสเตอร์ ซึ่งรองรับการมีเซิร์ฟเวอร์ถึง 8 เครื่อง

ความสามารถในการขยายระบบ
- สนับสนุนทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพให้เซิร์ฟเวอร์ โดยรองรับการเพิ่มโปรเซสเซอร์แบบ 64-บิต สูงสุดถึง 64 ตัว (SMP) และการเพิ่มจำนวนเซิร์ฟเวอร์ให้กับระบบงาน ด้วยการทำคลัสเตอร์ รวมไปถึงการสนับสนุนโปรเซสเซอร์ทั้งแบบ 32-บิต และ 64-บิตด้วย

ความสามารถด้านการจัดการ
- ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการดูแลรักษาลง ด้วยการทำงานให้โดยอัตโนมัติ โดย Windows Server 2003 มีเครื่องมือช่วยในด้านการจัดการ เช่น Active Directory® และ Group Policy, การใช้สคริปต์ และ wizard สำหรับปรับการทำงานของเซิร์ฟเวอร์

ความปลอดภัย โครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัยคือปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อกลยุทธ์ทางธุรกิจ
- ในฐานะของผู้นำในอุตสาหกรรมคอมพิวเตอร์ ไมโครซอฟท์มุ่งมั่นที่จะพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความปลอดภัย เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับระบบที่มีความปลอดภัยสูงขึ้นกว่าเดิม ดังจะเห็นได้ว่า Windows Server 2003 ให้ความปลอดภัยสูงขึ้น ไม่ว่าจะเชื่อมต่อเข้าสู่ระบบจากที่ใด ด้วยอุปกรณ์ใดๆ ก็ตาม ข้อมูลที่สำคัญของคุณจะได้รับการปกป้องตลอดเวลา Windows Server 2003 มีเว็บเซิร์ฟเวอร์ Internet Information Services (IIS) ที่ได้รับการออกแบบใหม่ พร้อมรองรับโปรโตคอลที่มีความปลอดภัยสูง อย่างเช่น 802.1x และ PEAP รวมถึงมี common language runtime ที่มีส่วนทำให้สภาพแวดล้อมการทำงานปลอดภัยมากขึ้น
- การมีรากฐานที่แข็งแกร่ง ทำให้องค์กรธุรกิจสามารถเสนอบริการที่มีค่าใช้จ่ายน้อยลง แต่ให้ประสิทธิภาพสูงขึ้น และช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกันของลูกค้าแต่ละราย

แอพพลิเคชั่นที่ดีขึ้น และทำงานเร็วขึ้นกว่าเดิม
- Windows Server 2003 ใช้สถาปัตยกรรมที่มีเสถียรภาพ และสามารถขยายระบบได้ จึงเป็นแพล็ตฟอร์มที่ทรงพลังสำหรับแอพพลิเคชั่น โดยวางรากฐานที่แข็งแกร่งเพื่อให้การพัฒนาและจัดการกับแอพพลิเคชั่นทำได้ง่าย อีกทั้งความสามารถในการขยายระบบและการปรับปรุงประสิทธิภาพยังทำให้รันแอพพลิเคชั่นที่มีอยู่ได้รวดเร็วขึ้น นอกจากนั้น บริการสำหรับแอพพลิเคชั่น เช่น Microsoft .NET Framework, Message Queuing, COM+ และอื่นๆ จะรวมกันเป็นเครื่องมือที่นักพัฒนาและผู้ดูแลระบบสามารถสร้างโซลูชั่นที่มีการเชื่อมต่อกันได้อย่างรวดเร็ว

Windows Server 2003
- เป็นระบบปฏิบัติการเซิร์ฟเวอร์จากไมโครซอฟท์ เป็นรุ่นที่ถัดจากวินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2000 วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ 2003 ได้ออกวันที่ 28 มีนาคม พ.ศ. 2547 ซึ่งนับเป็นหนึ่งผลิตภัณฑ์ของ Windows Server System
- วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์เป็นระบบปฏิบัติการแรกที่ออกมาหลังจากไมโครซอฟท์ประกาศแนวทาง Trustworthy Computing จึงเป็นผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเรื่องความปลอดภัย โดยเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก เช่นหลังจากการตั้งแต่ติดตั้งเสร็จนั้น ไม่มีส่วนประกอบเซิร์ฟเวอร์ที่เปิดการใช้งานเพื่อลดช่องทางโจมตีตั้งแต่แรกเริ่ม และได้มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากใน IIS 6.0 โดยเกือบเขียนขึ้นมาใหม่หมด เพื่อเพิ่มความปลอดภัยประสิทธิภาพการทำงาน
- ในปีพ.ศ. 2548 ไมโครซอฟท์ได้ประกาศ
วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ "ลองฮอร์น" ซึ่งจะเป็นรุ่นต่อจากวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 โดยมีกำหนดการที่จะออกครึ่งปีแรกใน พ.ศ. 2550
วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ได้แบ่งเป็นรุ่นดังนี้:
- Windows Small Business Server 2003
- Windows Server 2003 Web Edition
- Windows Server 2003 Standard Edition
- Windows Server 2003 Enterprise Edition
- Windows Server 2003 Datacenter Edition
- Windows Compute Cluster Server 2003

การติดตั้ง Windows2003 Server
- การติดตั้งระบบปฏิบัติการ Windows 2003 Server วิธีการติดตั้ง Windows 2003 server ยังสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 แบบดังนี้
1. ติดตั้งแบบอัพเกรดจาก Windows ตัวเดิม โดยใส่แผ่น CD และเลือกติดตั้งจาก CD นั้นได้เลย
2. ติดตั้งโดยการบูตเครื่องใหม่จาก CD ของ Windows 2003 Server Setup และทำการติดตั้ง
3. ติดตั้งจากฮาร์ดดิสก์ โดยทำการ copy ไฟล์ทั้งหมดจาก CD ไปเก็บไว้ในฮาร์ดดิสก์ ก่อนทำการติดตั้งมาดูขั้นตอนตั้งแต่เริ่มต้น
การติดตั้ง Windows 2003เริ่มต้น โดยการเซ็ตให้บูตเครื่องจาก CD-Rom Drive ก่อน โดยการเข้าไปปรับตั้งค่าใน bios ของเครื่องคอมพิวเตอร์ โดยเลือกลำดับการบูต ให้เลือก CD-Rom Drive เป็นตัวแรก ซึ่งวิธีการนี้จะเหมือนกับการลง Windows XP ทุกอย่างเลย ฉะนั้นผมจึงจะขอข้ามขั้นตอนนี้ไปเลย เพื่อความรวดเร็ว แต่ถ้าหากท่านยังไม่เข้าก็ขอให้กลับไปดูในหน้า วิธีการลง WindowsXP ได้เลย (ถ้าหากเป็นแบบนี้อยู่แล้ว ก็ไม่ต้องเปลี่ยนอะไร)

Windows Server 2003 R2

- Windows Server 2003 R2 ได้ขยายขอบเขตของระบบปฏิบัติการ Windows Server 2003 ให้มีประสิทธิภาพดีขึ้นกว่าเดิม โดยการจัดเตรียมวิธีการที่ประสิทธิภาพมากขึ้นเพื่อรองรับการบริหารและควบคุมการเรียกใช้ทรัพยากรแบบโลคอลและรีโมท แถมยังผสานการทำงานกับสภาพแวดล้อม Windows Server 2003 ที่มีอยู่เดิมได้โดยง่ายอีกด้วย Windows Server 2003 R2 สามารถทำงานเป็นเว็บแพลตฟอร์มที่ขยายระบบได้และมีระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีกว่าเดิม แถมยังรองรับการทำงานแนวทางใหม่ๆอาทิเช่นการบริหารเซิร์ฟเวอร์ตามสาขาที่ทำได้ง่ายขึ้น ระบบบริหารตัวตนและการเรียกใช้ระบบที่ดีกว่าเดิม รวมทั้งมีระบบบริหารระบบจัดเก็บข้อมูลที่มีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกด้วย บทความที่อยู่ในหน้านี้จะพูดถึงจุดเด่น คุณสมบัติใหม่ๆ และการปรับปรุงต่างๆที่เกิดขึ้นใน Windows Server 2003 R2

- จุดเด่นต่างๆ Windows Server 2003 R2 ได้รับการพัฒนาโดยอิงกับระบบรักษาความปลอดภัย เสถียรภาพ และประสิทธิภาพที่ดีขึ้นกว่าเดิมของ Windows Server 2003 Service Pack 1 (SP1) ดังนั้น Windows Server 2003 R2 จึงมีระบบเชื่อมต่อที่กว้างขวางยิ่งขึ้น แถมยังควบคุมทรัพยากรแบบโลคอลและรีโมทได้ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย องค์กรต่างๆจะได้ประโยชน์จากค่าใช้จ่ายที่ลดลง และประสิทธิภาพที่เพิ่มสูงขึ้นผ่านทางระบบบริหารและระบบควบคุมทรัพยากรที่ดีขึ้นกว่าเดิมทั่วทั้งองค์กร

> ช่วยให้การบริหารเซิร์ฟเวอร์สาขาทำได้ง่ายขึ้น Windows Server 2003 R2 ช่วยให้คุณยังคงประสิทธิภาพ ความพร้อมในการให้บริการ และความสามารถในการเพิ่มผลผลิตของเซิร์ฟเวอร์สาขาแบบโลคอลเอาไว้ไปพร้อมๆกับหลีกเลี่ยงปัญหาที่เกี่ยวข้องกับโซลูชันเซิร์ฟเวอร์สาขาอาทิเช่น ข้อจำกัดเรื่องการสื่อสาร และความยุ่งยากในการบริหารเป็นต้น

> ระบบบริหารตัวตนและการเรียกใช้ระบบที่ดีขึ้นกว่าเดิม Windows Server 2003 R2 มีบริการ Active Directory Federation Services ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ดูแลระบบแก้ปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารตัวตนโดยการทำให้องค์กรแลกเปลี่ยนข้อมูลตัวตนของผู้ใช้ได้อย่างปลอดภัยมากขึ้น ภายในขอบเขตการรักษาความปลอดภัยที่กำหนดเอาไว้ นอกจากนั้น Windows Server 2003 R2 ยังเตรียมระบบปรับความสอดคล้องรหัสผ่านของยูนิกซ์ ซึ่งเป็นการผสานการทำงานของเซิร์ฟเวอร์ที่ Windows และยูนิกซ์เข้าด้วยกัน โดยการทำให้ขั้นตอนการดูแลรหัสผ่านทำได้ง่ายขึ้น

> ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารระบบจัดเก็บข้อมูล Windows Server 2003 R2 มีเครื่องมือรุ่นใหม่ๆที่ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้เรียกดูระบบจัดเก็บข้อมูลทั้งหมดที่ศูนย์กลางได้ สามารถวางแผน จัดสรร และดูแลระบบจัดเก็บข้อมูลได้ง่ายขึ้น รวมทั้งมีระบบเฝ้าระวังและทำรายงานที่ดีขึ้นกว่าเดิมอีกด้วย

> เว็บแพลตฟอร์มที่สมบูรณ์แบบ Windows Server 2003 R2 ช่วยให้ธุรกิจต่างๆขยายขอบเขตการทำงานของโครงสร้างพื้นฐานของตนเองผ่านทางเว็บ พร้อมกับลดค่าใช้จ่ายในการพัฒนาและบริหารผ่านทางการทำงานของ Windows Server 2003 SP1, x64 Editions, Windows SharePoint Services, .NET Framework 2.0 และ Internet Information Servers 6.0 ที่ได้รับการปรับปรุงให้ดีขึ้นกว่าเดิม

> ระบบเซิร์ฟเวอร์เวอร์ชวลไลเซชันที่คุ้มค่า Windows Server 2003 R2 Enterprise Editioin (EE) จะช่วยให้คุณสั่งงาน Windows Server 2003 R2 EE แบบเวอร์ชวลได้ถึง 4 ชุดในเซิร์ฟเวอร์จริงหรือฮาร์ดแวร์พาร์ทิชันเพียงชุดเดียว ด้วยเหตุนี้ค่าใช้จ่ายของเซิร์ฟเวอร์เวอร์ชวลไลเซชันจะลดลง

ที่มา :
1.

http://www.microsoft.com/thailand/windowsserver2003/prodinfo/overview.aspx 2.http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B9%82%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%AA%E0%B9%8C%E0%B9%80%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B8%A3%E0%B9%8C%E0%B8%9F%E0%B9%80%E0%B8%A7%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%8C_2003
3.http://www.microsoft.com/thailand/windowsserver2003/R2/What_New_Serv_2003_R2_TH.aspx


คำถาม
1. Windows Server 2003 เปิดตัวเมื่อใด
ก. 18 มีนาคม พ.ศ.2546
ข. 28 มีนาคม พ.ศ.2547
ค. 18 มีนาคม พ.ศ.2548
ง. 28 มีนาคม พ.ศ.2549

2. ไมโครซอฟท์ได้ประกาศ
วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ "ลองฮอร์น" ซึ่งจะเป็นรุ่นต่อจากวินโดวส์ เซิร์ฟเวอร์ 2003 ในปี พ.ศ.ใด
ก. 2545
ข. 2546
ค. 2547
ง. 2548

3. วิธีการติดตั้ง Windows 2003 server สามารถแบ่งออกได้เป็นกี่แบบ
ก. 2 แบบ
ข. 3 แบบ
ค. 4 แบบ
ง. 5 แบบ

4. Windows Server 2003 เป็นรุ่นที่ถัดจาก
วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ ใด
ก. Windows Server 2000
ข. วินโดวส์เซิร์ฟเวอร์ ลองฮอร์น
ค. Windows Compute Cluster Server 2003
ง. Windows Small Business Server 2003

5. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับความสามารถของ Windows Server 2003
ก. ทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข. แอพพลิเคชั่นได้รับการพัฒนานำไปใช้ และทำงานได้ดีขึ้น รวดเร็วขึ้น
ค. เพิ่มผลการทำงานให้กับทุกส่วนขององค์กร
ง. ถูกทั้งข้อ ก. ข. และ ค.

6. Windows Server 2003 R2 มีบริการใดซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อช่วยให้ผู้ดูแลระบบแก้ปัญหาต่างๆที่เกี่ยวข้องกับระบบบริหารตัวตน
ก. Windows SharePoint Services
ข. storage area networks Service
ค. Active Directory Federation Services
ง. Network Information Service

7. จุดเด่นต่างๆของ Windows Server 2003 R2 คือ
ก. ลดค่าใช้จ่ายในการบริหารระบบจัดเก็บข้อมูล
ข. ระบบบริหารตัวตนและการเรียกใช้ระบบที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ค. ช่วยให้การบริหารเซิร์ฟเวอร์สาขาทำได้ง่ายขึ้น
ง. ถูกทุกข้อ

8. ASP .NET มีความสามารถคือ
ก. ช่วยให้เว็บเซิร์ฟเวอร์มีประสิทธิภาพและระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ข. ช่วยให้ธุรกิจต่างๆขยายขอบเขตการทำงาน
ค. ช่วยให้สามารถพัฒนาเว็บเซอร์วิสและแอพพลิเคชันแบบ Dynamic Systems Initiative ได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ .NET Framework
ง. ช่วยให้ระบบมีประสิทธิภาพดีขึ้นโดยเสียค่าใช้จ่ายลดลง

9. X64 มีความสามารถคือ
ก. ช่วยให้เว็บเซิร์ฟเวอร์มีประสิทธิภาพและระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ข. ช่วยให้ธุรกิจต่างๆขยายขอบเขตการทำงาน
ค. ช่วยให้สามารถพัฒนาเว็บเซอร์วิสและแอพพลิเคชันแบบ Dynamic Systems Initiative ได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ .NET Framework
ง. ช่วยให้ระบบมีประสิทธิภาพดีขึ้นโดยเสียค่าใช้จ่ายลดลง

10. IIS 6.0
มีความสามารถคือ
ก. ช่วยให้เว็บเซิร์ฟเวอร์มีประสิทธิภาพและระบบรักษาความปลอดภัยที่ดีขึ้นกว่าเดิม
ข. ช่วยให้ธุรกิจต่างๆขยายขอบเขตการทำงาน
ค. ช่วยให้สามารถพัฒนาเว็บเซอร์วิสและแอพพลิเคชันแบบ Dynamic Systems Initiative ได้อย่างรวดเร็ว โดยใช้ .NET Framework
ง. ช่วยให้ระบบมีประสิทธิภาพดีขึ้นโดยเสียค่าใช้จ่ายลดลง


เฉลย
1.ข 2.ง 3.ข 4.ก 5.ง
6.ค 7.ง 8.ค 9.ง 10.ก

ระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network)

- หมายถึง การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ตั้งแต่ 2 เครื่องขึ้นไปเข้าด้วยกันด้วยสายเคเบิล หรือสื่ออื่นๆ ทำให้คอมพิวเตอร์สามารถรับส่งข้อมูลแก่กันและกันได้


- ระบบเครือข่ายสามารถแบ่งออกเป็น 3 ประเภท ด้วยกันคือ
1. LAN (Local Area Network) ระบบเครื่องข่ายท้องถิ่น เป็นเน็ตเวิร์กในระยะทางไม่เกิน 10 กิโลเมตร ไม่ต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ คือจะเป็นระบบเครือข่ายที่อยู่ภายในอาคารเดียวกันหรือต่างอาคาร ในระยะใกล้ๆ
Lan คืออะไร
- แลน หรือ การเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์เข้าเข้าด้วยกันเป็นเครือข่ายในพื้นที่ (Local Area Network, LAN) เป็นการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ถึงกันทั้งหมดโดยอาศัยสื่อกลาง มีการแบ่งแยกเครือข่ายออกเป็น 2 รูปแบบการเชื่อโยงคือ การเชื่อมโยงภายในพื้นที่ระยะใกล้หรือ แลน (LAN) และการเชื่อมโยงระยะไกลหรือแวน (WAN) โดยการเชื่อมโยงเครือข่ายแบบแลน มี 3 รูปแบบ คือ
- Bus มีการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็ว 10-100 MB/sจะเชื่อมต่อกันบนสายสัญญาณเส้นเดียวกัน โดยจะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า T-Connector เป็นตัวแปลงสัญญาณข้อมูลเพื่อนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์และ Terminator ในการปิดหัวท้ายของสายในระบบเครือข่ายเพื่อดูดซับข้อมูลไม่ให้เกิดการสะท้อนกลับของสัญญาณ
- Star เป็นระบบที่มีเป็นการต่อแบบรวมศูนย์ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต่อสายเข้าไปที่อุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub หรือ Switch โดยอุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub หรือ Switch จะทำหน้าที่เปรียบศูนย์กลางที่ทำหน้าที่กระจายข้อมูล โดยข้อดีของการต่อในรูปแบบนี้คือ หากสายสัญญาณเกิดขาดในคอมพิวเตอร์เครื่องใดเครื่องหนึ่ง เครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆจะสามารถใช้งานได้ปรกติ แต่หากศูนย์กลางคือ Hub หรือ Switch เกิดเสียจะทำให้ระบบทั้งระบบไม่สามารถทำงานได้ทั้งระบบ
- Ring เป็นระบบที่มีการส่งข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะมีเครื่อง Server หรือ Switch ในการปล่อย Token เพื่อตรวจสอบว่ามีเครื่องคอมพิวเตอร์ใดต้องการส่งข้อมูลหรือไม่และระหว่างการส่งข้อมูลเครื่องคอมพิวเตอร์อื่นๆที่ต้องการส่งข้อมูลจะต้องทำการรอให้ข้อมูลก่อนหน้านั้นถูกส่งให้สำเร็จเสียก่อน

ประโยชน์ของ Lan
1.1 แบ่งการใช้ข้อมูล รวมทั้งการปรับปรุงและจัดการแฟ้มข้อมูลได้ง่าย
1.2 สามารถใช้ข้อมูลที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ห่างไกลได้อย่างรวดเร็ว
1.3 การแบ่งปันการใช้อุปกรณ์ต่างๆ เช่น Printer, Modemฯลฯ
1.4 การแบ่งปันการใช้โปรแกรมต่าง
1.5 ควบคุมและดูแลรักษาข้อมูลได้ง่าย
1.6 ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
1.7 เพื่อการติดต่อได้อย่างรวดเร็ว

2. MAN (Metropolitan Area Network)ระบบเครือข่ายเมือง เป็นเน็ตเวิร์กที่จะต้องใช้โครงข่ายการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย เป็นการติดต่อกันในเมือง เช่น เครื่องเวิร์กสเตชั่นอยู่ที่สุขุมวิท มีการติดต่อสื่อสารกับเครื่องเวิร์กสเตชั่นที่บางรัก
3. WAN (Wide Area Network)ระบบเครือข่ายกว้างไกล หรือเรียกได้ว่าเป็น World Wide ของระบบเน็ตเวิร์ก โดยจะเป็นการสื่อสารในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลก จะต้องใช้มีเดีย(Media) ในการสื่อสารขององค์การโทรศัพท์ หรือการสื่อสารแห่งประเทศไทย (คู่สายโทรศัพท์ dial-up / คู่สายเช่า Leased line / ISDN) (lntegrated Service Digital Network สามารถส่งได้ทั้งข้อมูล เสียง และภาพในเวลาเดียวกัน)


ประเภทของระบบเครือข่าย
Peer To Peer
- เป็นระบบที่เครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องบนระบบเครือข่ายมีฐานเท่าเทียมกัน คือทุกเครื่องสามารถจะใช้ไฟล์ในเครื่องอื่นได้ และสามารถให้เครื่องอื่นมาใช้ไฟล์ของตนเองได้เช่นกัน ระบบ Peer To Peer มีการทำงานแบบดิสทริบิวท์(Distributed System) โดยจะกระจายทรัพยากรต่างๆ ไปสู่เวิร์กสเตชั่นอื่นๆ แต่จะมีปัญหาเรื่องการรักษาความปลอดภัย เนื่องจากข้อมูลที่เป้นความลับจะถูกส่งออกไปสู่คอมพิวเตอร์อื่นเช่นกันโปรแกรมที่ทำงานแบบ Peer To Peer คือ Windows for Workgroup และ Personal Netware

Client / Server เป็นระบบการทำงานแบบ Distributed Processing หรือการประมวลผลแบบกระจาย โดยจะแบ่งการประมวลผลระหว่างเครื่องเซิร์ฟเวอร์กับเครื่องไคลเอ็นต์ แทนที่แอพพลิเคชั่นจะทำงานอย ู่เฉพาะบนเครื่องเซิร์ฟเวอร์ ก็แบ่งการคำนวณของโปรแกรมแอพพลิเคชั่น มาทำงานบนเครื่องไคลเอ็นต์ด้วย และเมื่อใดที่เครื่องไคลเอ็นต์ต้องการผลลัพธ์ของข้อมูลบางส่วน จะมีการเรียกใช้ไปยัง เครื่องเซิร์ฟเวอร์ให้นำเฉพาะข้อมูลบางส่วนเท่านั้นส่งกลับ มาให้เครื่องไคลเอ็นต์เพื่อทำการคำนวณข้อมูลนั้นต่อไป
ลักษณะการต่อเชื่อมของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
- จุดปลายทางของการรับ-ส่งข้อมูล เราเรียกว่าโหนด (Node) ซึ่งโหนดนี้อาจเป็น คอมพิวเตอร์ เครื่องพิมพ์ ATM หรือเครื่องรับโทรศัพท์ ซึ่งแล้วแต่วัตถุประสงค์ของการใช้งาน ซึ่งการที่จะทำให้แต่ละโหนด ติดต่อรับ-ส่งข้อมูลถึงกันได้นั้น ต้องมีการเชื่อมต่อที่เป็นระบบ ในรบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์นี้ เราสามารถแบ่งลักษณะของการเชื่อมโยงออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
1. เครือข่ายแบบดาว (Star Network) เครือข่ายแบบนี้จะมีคอมพิวเตอร์คอมพิวเตอร์หลักที่เป็นโฮสต์ (Host) ต่อสายสื่อสารกับคอมพิวเตอร์ย่อยที่เป็นไคลเอนต์ (Client) คอมพิวเตอร์ที่เป็นไคลเอนต์แต่ละเครื่องไม่สามารถติดต่อกันได้โดยตรง การติอต่อจะต้องผ่านคอมพิวเตอร์โฮสต์ที่เป็นศูนย์กลาง

2. เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Network) เครือข่ายแบบนี้จะมีการติดต่อสื่อสารเป็นแบบวงแหวนโดยที่ไม่มีคอมพิวเตอร์หลัก คอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องในเครือข่ายสามารถติดต่อกันได้โดยตรง

3. เครือข่ายแบบบัส (Bus Network) เครือข่ายแบบนี้จะมีการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์บนสายเคเบิล ซึ่งเรียกว่าบัส คอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่งๆ สามารถส่งถ่ายข้อมูลได้เป็นอิสระ โดยข้อมูลจะวิ่งผ่านอุปกรณ์ต่างๆ บนสายเคเบิลจนกว่าจะถึงจุดที่ระบุไว้ (Address) ประเภทของระบบเครือข่ายคอมพิวเตอร์
- แบ่งออกเป็น 3 ประเภท คือ
1. เครือข่ายท้องถิ่น (Local Area Network หรือ LAN) เป็นเครือข่ายระยะใกล้ ใช้กันอยู่ในบริเวณไม่กว้างนัก อาจอยู่ในองค์กรเดียวกัน หรืออาคารที่ใกล้กัน เช่น ภาพในสำนักงาน ภายในโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัย ระบบเครือข่ายท้องถิ่นจะช่วยให้ติดต่อกันได้สะดวก ช่วยลดต้นทุน และเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้งานอุปกรณ์ต่างๆ
2. เครือข่ายระดับเมือง (Metropolitan Area Network หรือ MAN) เป็นเครือข่ายขนาดกลาง ใช้ภายในเมือง หรือจังหวัดที่ใกล้เคียงกัน เช่น ระบบเคเบิลทีวีที่มีสมาชิกตามบ้านทั่วไปที่เราดูกันอยู่ทุกวันก็จัดเป็นระบบเครือข่ายแบบ MAN 3. เครือข่ายระดับประเทศ (Wide Area Network หรือ WAN) เป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ ใช้ติดตั้งบริเวณกว้าง มีสถานนีหรือจุดเชื่อมต่อมากมาย มากกว่า 1 แสนจุด ใช้สื่อกลางหลายชนิด เช่น ระบบคลื่นวิทยุ ไมโครเวฟ หรือดาวเทียม

รูปแบบการเชื่อมต่อของระบบเครือข่าย LAN Topology
- ระบบ Bus การเชื่อมต่อแบบบัสจะมีสายหลัก 1 เส้น เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งเซิร์ฟเวอร์ และไคลเอ็นต์ทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อสายเคเบิ้ลหลักเส้นนี้ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์จะถูกมองเป็น Node เมื่อเครื่องไคลเอ็นต์เครื่องที่หนึ่ง (Node A) ต้องการส่งข้อมูลให้กับเครื่องที่สอง (Node C) จะต้องส่งข้อมูล และแอดเดรสของ Node C ลงไปบนบัสสายเคเบิ้ลนี้ เมื่อเครื่องที่ Node C ได้รับข้อมูลแล้วจะนำข้อมูล ไปทำงานต่อทันที

- แบบ Ring การเชื่อมต่อแบบวงแหวน เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง จนครบวงจร ในการส่งข้อมูลจะส่งออกที่สายสัญญาณวงแหวน โดยจะเป็นการส่งผ่านจากเครื่องหนึ่ง ไปสู่เครื่องหนึ่งจนกว่าจะถึงเครื่องปลายทาง ปัญหาของโครงสร้างแบบนี้คือ ถ้าหากมีสายขาดในส่วนใดจะทำ ให้ไม่สามารถส่งข้อมูลได้ ระบบ Ring มีการใช้งานบนเครื่องตระกูล IBM กันมาก เป็นเครื่องข่าย Token Ring ซึ่งจะใช้รับส่งข้อมูลระหว่างเครื่องมินิหรือเมนเฟรมของ IBM กับเครื่องลูกข่ายบนระบบ - แบบ Star การเชื่อมต่อแบบสตาร์นี้จะใช้อุปกรณ์ Hub เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ โดยที่ทุกเครื่องจะต้องผ่าน Hub สายเคเบิ้ลที่ใช้ส่วนมากจะเป็น UTP และ Fiber Optic ในการส่งข้อมูล Hub จะเป็นเสมือนตัวทวนสัญญาณ (Repeater) ปัจจุบันมีการใช้ Switch เป็นอุปกรณ์ในการเชื่อมต่อซึ่งมีประสิทธิภาพการทำงานสูงกว่า - แบบ Hybrid เป็นการเชื่อมต่อที่ผสนผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน เช่น นำเอาเครือข่ายระบบ Bus, ระบบ Ring และ ระบบ Star มาเชื่อมต่อเข้าด้วยกัน เหมาะสำหรับบางหน่วยงานที่มีเครือข่ายเก่าและใหม่ให้สามารถทำงานร่วมกันได้ ซึ่งระบบ Hybrid Network นี้จะมีโครงสร้างแบบ Hierarchical หรือ Tre ที่มีลำดับชั้นในการทำงาน
เครือข่ายแบบไร้สาย ( Wireless LAN)
- อีกเครือข่ายที่ใช้เป็นระบบแลน (LAN) ที่ไม่ได้ใช้สายเคเบิลในการเชื่อมต่อ นั่นคือระบบเครือข่ายแบบไร้สาย ทำงานโดยอาศัยคลื่นวิทยุ ในการรับส่งข้อมูล ซึ่งมีประโยชน์ในเรื่องของการไม่ต้องใช้สายเคเบิล เหมาะกับการใช้งานที่ไม่สะดวกในการใช้สายเคเบิล โดยไม่ต้องเจาะผนังหรือเพดานเพื่อวางสาย เพราะคลื่นวิทยุมีคุณสมบัติในการทะลุทะลวงสิ่งกีดขวางอย่าง กำแพง หรือพนังห้องได้ดี แต่ก็ต้องอยู่ในระยะทำการ หากเคลื่อนย้ายคอมพิวเตอร์ไปไกลจากรัศมีก็จะขาดการติดต่อได้ การใช้เครือข่ายแบบไร้สายนี้ สามารถใช้ได้กับคอมพิวเตอร์พีซี และโน๊ตบุ๊ก และต้องใช้การ์ดแลนแบบไร้สายมาติดตั้ง รวมถึงอุปกรณ์ที่เรียกว่า Access Point ซึ่งเป็นอุปกรณ์จ่ายสัญญาณสำหรับระบบเครือข่ายไร้สาย มีหน้าที่รับส่งข้อมูลกับการ์ดแลนแบบไร้สาย

ที่มา : 1.http://www.radompon.com/computerproject/Web2006/Network/mainpage.htm
2.http://www.bcoms.net/network/intro.asp
3.http://www.bloggang.com/viewdiary.php?id=ngekky&month=01-2008&date=20&group=1&gblog=33

คำถาม
1. ระบบเครือข่ายแบ่งออกเป็นกี่ประเภท
ก. 1
ข. 2
ค. 3
ง. 4

2. Bus มีการรับส่งข้อมูลด้วยความเร็วเท่าใด
ก. 10-100 MB/s
ข. 10-500 MB/s
ค. 10-800 MB/s
ง. 10-1000 MB/s

3. Star เป็นระบบที่มีลักษณธะการเชื่อมต่ออย่างไร
ก. เป็นระบบที่มีการส่งข้อมูลไปในทิศทางเดียวกัน โดยจะมีเครื่อง Server หรือ Switch ในการปล่อย Token
ข. เป็นระบบที่มีเป็นการต่อแบบรวมศูนย์ โดยเครื่องคอมพิวเตอร์ทุกเครื่องจะต่อสายเข้าไปที่อุปกรณ์ที่เรียกว่า Hub หรือ Switch
ค. จะเชื่อมต่อกันบนสายสัญญาณเส้นเดียวกัน โดยจะมีอุปกรณ์ที่เรียกว่า T-Connector เป็นตัวแปลงสัญญาณข้อมูล
ง. เป็นการเชื่อมต่อที่ผสนผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน

4. Ring เป็นระบบที่มีลักษณธะการเชื่อมต่ออย่างไร
ก. เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง จนครบวงจร
ข. เป็นการเชื่อมต่อที่ผสนผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน
ค. จะมีสายหลัก 1 เส้น เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งเซิร์ฟเวอร์ และไคลเอ็นต์ทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อสายเคเบิ้ล
ง. การเชื่อมต่อแบบจะใช้อุปกรณ์ Hub เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ

5. Hybrid เป็นระบบที่มีลักษณธะการเชื่อมต่ออย่างไร
ก. เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง จนครบวงจร
ข. เป็นการเชื่อมต่อที่ผสนผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน
ค. จะมีสายหลัก 1 เส้น เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งเซิร์ฟเวอร์ และไคลเอ็นต์ทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อสายเคเบิ้ล
ง. การเชื่อมต่อแบบจะใช้อุปกรณ์ Hub เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ

6. Bus เป็นระบบที่มีลักษณธะการเชื่อมต่ออย่างไร
ก. เป็นการเชื่อมต่อจากเครื่องหนึ่งไปยังอีกเครื่องหนึ่ง จนครบวงจร
ข. เป็นการเชื่อมต่อที่ผสนผสานเครือข่ายย่อยๆ หลายส่วนมารวมเข้าด้วยกัน
ค. จะมีสายหลัก 1 เส้น เครื่องคอมพิวเตอร์ทั้งเซิร์ฟเวอร์ และไคลเอ็นต์ทุกเครื่องจะต้องเชื่อมต่อสายเคเบิ้ล
ง. จะใช้อุปกรณ์ Hub เป็นศูนย์กลางในการเชื่อมต่อ

7. LAN เป็นเครือข่ายที่มีลักษณะแบบใด
ก. เป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ ใช้ติดตั้งบริเวณกว้าง
ข. เป็นเครือข่ายระยะใกล้ ใช้กันอยู่ในบริเวณไม่กว้างนัก
ค. เป็นเครือข่ายขนาดกลาง ใช้ภายในเมือง
ง. เป็นเครือข่ายการติดต่อสื่อสารในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลก

8. MAN เป็นเครือข่ายที่มีลักษณะแบบใด
ก. เป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ ใช้ติดตั้งบริเวณกว้าง
ข. เป็นเครือข่ายระยะใกล้ ใช้กันอยู่ในบริเวณไม่กว้างนัก
ค. เป็นเครือข่ายขนาดกลาง ใช้ภายในเมือง
ง. เป็นเครือข่ายการติดต่อสื่อสารในระดับประเทศ ข้ามทวีปหรือทั่วโลก

9. WAN เป็นเครือข่ายที่มีลักษณะแบบใด
ก. เป็นระบบเครือข่ายขนาดใหญ่ ใช้ติดตั้งบริเวณกว้าง
ข. เป็นเครือข่ายระยะใกล้ ใช้กันอยู่ในบริเวณไม่กว้างนัก
ค. เป็นเครือข่ายขนาดกลาง ใช้ภายในเมือง
ง. เป็นเครือข่ายขนาดเล็ก

10. ข้อใดกล่าวถูกต้องเกี่ยวกับประโยชน์ของ Lan
ก. แบ่งการใช้ข้อมูล รวมทั้งการปรับปรุงและจัดการแฟ้มข้อมูลได้ง่าย
ข. สามารถใช้ข้อมูลที่อยู่ในเครื่องคอมพิวเตอร์ห่างไกลได้อย่างรวดเร็ว
ค. ประหยัดค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน
ง. ถูกทั้งข้อ ก ข และ ค

เฉลย
1.ค 2.ก 3.ข 4.ก 5.ข 6.ค 7.ข 8.ค 9.ก 10.ง


IP Address

- หมายเลขไอพี หรือ ไอพีแอดเดรส (Internet Protocol Address) คือหมายเลขที่ใช้ในระบบเครือข่ายที่ใช้โพรโทคอล Internet Protocol คล้ายกับหมายเลขโทรศัพท์ ที่เครื่องคอมพิวเตอร์ เครื่องเราท์เตอร์ เครื่องแฟกซ์ จะมีหมายเลขเฉพาะตัวโดยใช้เลขฐานสอง จำนวน 32 บิต โดยการเขียนจะเขียนเป็นชุด 4 ชุด โดยแต่ละชุดจะใช้เลขฐานสองจำนวน 8 บิต ซึ่งโดยทั่วไปแล้ว ผู้คนส่วนใหญ่จะคุ้นเคยกับระบบเลขฐานสิบ จึงมักแสดงผลโดยการใช้เลขฐานสิบ จำนวน 4 ชุด ซึ่งแสดงถึงหมายเลขเฉพาะของเครื่องนั้น สำหรับการส่งข้อมูลภายในเครือข่ายแลน แวนหรือ อินเทอร์เน็ต โดยหมายเลขไอพีมีไว้เพื่อให้ผู้ส่งรู้ว่าเครื่องของผู้รับคือใคร และผู้รับสามารถรู้ได้ว่าผู้ส่งคือใคร
- ตัวอย่างของหมายเลขไอพี ได้แก่ 207.142.131.236 ซึ่งเมื่อแปลงกลับมาในรูปแบบที่อ่านได้จะเรียกว่า
โดเมนแอดเดรส ผ่านทาง โดเมนเนมซีสเทม (Domain Name System) ซึ่งหมายเลขนั้นหมายถึง www.wikipedia.org
- มาตรฐานของ IP Address ปัจจุบันเป็นมาตรฐาน version 4 หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า IPv4 วึ่งกำหนดให้ ip address มีทั้งหมด
32 bit หรือ 4 byte แต่ล่ะ byte จะถูกคั่นด้วยจุด (.) ภายในหมายเลขที่เราเห็นยังถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วนดังนี้

1. Network Address หรือ Subnet Address
2. Host Address

- บนเครื่อง computer ที่ใช้ TCP/IP Protocol จะมีหมายเลข IP Address กำกับอยู่ address นี้ เป็นอยู่ใน Layer 3 ของ OSI model ซึ่งสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา (Logical address) และบนเครื่อง computerไม่ว่าจะใช้ Protocol ใด ๆ ก็ตามจะต้องมีหมายเลข ที่เรียกว่า MAC Address ประจำอยุ่ที่ Network card เสมอ MAC Address นี้เป็น Hardware Address ที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เว้นแต่จะเปลี่ยน Network card

ไอพีเวอร์ชัน 4
- ระบบตัวเลขไอพีที่ใช้ในปัจจุบันเป็นระบบ ไอพีเวอร์ชันที่ 4 (IPv4) ซึ่งจะเป็นระบบ 32 บิตหรือสามารถระบุเลขไอพีได้ตั้ง 0.0.0.0 ถึง 255.255.255.255 (ตัวเลขบางตัวเป็นไอพีสงวนไว้สำหรับหน้าที่เฉพาะเช่น 127.0.0.0 จะเป็นการระบุถึงตัวอุปกรณ์เองไม่ว่าอุปกรณ์นั้นจะมีไอพีสื่อสารจริงๆ เป็นเท่าไร) อย่างไรก็ตามจากระบบตัวเลขที่จำกัดนี้สามารถเพิ่มขยายด้วยเทคนิคของไอพีส่วนตัว (private IP) กับการแปลงไอพี (
Network Address Translation หรือ NAT) 684
คลาส
- ไอพีเวอร์ชัน 4 ทั้งหมดถูกแบ่งออกเป็น Class ชนิดต่างๆเพื่อจุดประสงค์ในการใช้งานต่างๆกันดังต่อไปนี้
คลาส A เริ่มตั้งแต่ 1.0.0.1 ถึง 126.255.255.254
คลาส B เริ่มตั้งแต่ 128.0.0.1 ถึง 191.255.255.254
คลาส C เริ่มตั้งแต่ 192.0.1.1 ถึง 223.255.254.254
คลาส D เริ่มตั้งแต่ 224.0.0.0 ถึง 239.255.255.255 ใช้สำหรับงาน multicast
คลาส E เริ่มตั้งแต่ 240.0.0.0 ถึง 254.255.255.254 ถูกสำรองไว้ ยังไม่มีการใช้งาน
สำหรับไอพีในช่วง 127.0.0.0 ถึง 127.255.255.255 ใช้สำหรับการทดสอบระบบ

ไอพีส่วนตัว (Private IP)
- ไอพีส่วนตัวมีไว้สำหรับใช้งานภายในองค์กรเท่านั้น ไม่ว่าองค์กรนั้นจะมีขนาดใหญ่หรือเล็กเพียงใดก็ตาม ได้แก่
ไอพีส่วนตัว คลาส A เริ่มตั้งแต่ 10.0.0.0 ถึง 10.255.255.255 สับเน็ตมาสต์ที่ใช้ได้ เริ่มตั้งแต่ 255.0.0.0 ขึ้นไป
ไอพีส่วนตัว คลาส B เริ่มตั้งแต่ 172.16.0.0 ถึง 172.31.255.255 สับเน็ตมาสต์ที่ใช้ได้ เริ่มตั้งแต่ 255.240.0.0 ขึ้นไป
ไอพีส่วนตัว คลาส C เริ่มตั้งแต่ 192.168.0.0 ถึง 192.168.255.255 สับเน็ตมาสต์ที่ใช้ได้ เริ่มตั้งแต่ 255.255.0.0 ขึ้นไป
ไอพีส่วนตัวข้างต้นถูกกำหนดให้ไม่สามารถนำไปใช้งานในเครือข่ายสาธารณะ (Internet) ได้

ไอพีสาธารณะ (Public IP)
- ไอพีสาธารณะมีไว้สำหรับให้แต่ละองค์กร แต่ละบุคคล ต่างก็สามารถเชื่อมต่อเข้าหากัน รับส่งข้อมูลระหว่างกันผ่านเครือข่ายสาธารณะได้

การแปลงไอพี (NAT)
- เนื่องจากเมื่อแต่ละองค์กร แต่ละบุคคล ต่างก็ใช้งานไอพีส่วนตัวกับเครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเอง ซึ่งส่งผลให้ไม่สามารถติดต่อกับเครือข่ายสาธารณะ (Internet) ได้ จึงทำให้องค์กรเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการแปลงไอพี เพื่อช่วยให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของตนเองสามารถเชื่อมต่อกับเครือข่ายสาธารณะได้ นอกจากนี้ไอพีสาธารณะเองก็มีอยู่อย่างจำกัด ทำให้เมื่อแต่ละองค์กร แต่ละบุคคลต้องการที่จะเชื่อมต่อเข้ากับเครือข่ายสาธารณะจะทำให้เกิดปัญหาไอพีสาธารณะไม่พอเพียงต่อการใช้งาน ดังนั้นเพื่อให้เกิดการใช้งานไอพีสาธารณะอย่างมีประสิทธิภาพ จึงจำเป็นต้องมีการแปลงไอพีส่วนตัวของแต่ละองค์กรให้สามารถแบ่งปันกันใช้งานไอพีสาธารณะที่มีอยู่อย่างจำกัด (Overloaded NAT) ในแง่ของความปลอดภัย การแปลงไอพีสามารถช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับระบบเครือข่ายได้ เนื่องจากเครื่องคอมพิวเตอร์จากเครือข่ายสาธารณะทั้งหลาย จะไม่สามารถรู้จักไอพีที่แท้จริงของคอมพิวเตอร์ในองค์กร ทำให้ความเสี่ยงที่คอมพิวเตอร์ภายในองค์กรจะถูกโจมตีในแง่ต่างๆลดลงไปด้วย


ไอพีเวอร์ชัน 6
- ไอพีเวอร์ชันที่ 6 (IPv6) ถูกพัฒนาขึ้นมาด้วยจุดประสงค์หลักในการแก้ปัญหาการขาดแคลนจำนวนหมายเลขไอพีซึ่งกำหนดโดยมาตรฐานไอพีเวอร์ชันที่ 4 ซึ่งในมาตรฐานของเวอร์ชัน 6 นี้จะใช้ระบบ 128 บิตในการระบุหมายเลยไอพี


ชื่อและเลข IP
- อินเตอร์เน็ตมีคอมพิวเตอร์ต่ออยู่เป็นล้านเครื่อง หลายท่านอาจตั้งข้อสงสัยว่าการที่เราส่งอีเมล์ไปยังปลายทางจะไปได้อย่างไร หรือเมื่อเราต้องการ LOGIN เข้าเครื่องอื่นที่อยู่บนเครือข่าย ระบบเครือข่ายรู้ได้อย่างไรว่าเครื่องนั้นอยู่ที่ใด
รหัสหมายเลข IP ประจำเครื่อง
- คอมพิวเตอร์ทุกเครื่องที่ต่ออยู่บนเครือข่ายจะมีหมายเลขรหัสประจำเครื่องหมายเลขรหัสนี้เรียกว่า IP number ตัวเลข IP แต่ละเครื่องทั่วโลกจะต้องไม่ซ้ำกันตัวเลขนี้จะได้รับการกำหนดเป็นกฎเกณฑ์ให้แต่ละองค์กรนำไปปฎิบัติ โดยผู้ที่จะสร้างเครือข่ายต้องทำการขอหมายเลขประจำเครือข่าย เพื่อมากำหนดส่วนขยายต่อสำหรับเครื่องเอาเอง
- เช่น เครื่องคอมพิวเตอร์ SUN ที่ทำหน้าที่เป็นเกทเวย์สำหรับเมล์ของเครือข่ายนนทรี ชื่อ nontri มีหมายเลข IP เป็นตัวเลขประจำเครื่องนี้มีขนาด 32 บิต แบ่งเป็น 4 ฟิลด์ แต่ละฟิลด์จะมี 8 บิต แต่เมื่อเรียกรหัสหมายเลข IP นี้ ใช้ตัวเลขฐานสิบแบ่งเป็น 4 ตัว โดยมีจุด (.) คั่นระหว่างตัวดังนั้นจากตัวเลข 32 บิต ดังกล่าวเรียกได้เป็น
158.108.2.71
- ตัวเลขไบนารี 32 หลัก เป็นตัวเลขที่จดจำได้ยากแต่เครื่องคอมพิวเตอร์ก็ใช้เลขเหล่านี้ได้อย่างถูกตัอง แต่เมื่อกำหนดเลข 4 ฟิลด์ แต่ละฟิลด์มีขนาด 0-255 เมื่อดูแล้วจะทำให้จำได้ง่ายขึ้น
เครือข่ายก็มีหลายเลขประจำด้วย
- การแบ่งเลขหมาย IP ออกเป็น 4 ฟิลด์นั้น ความจริงแล้วตัวเลขที่ประกอบอยู่นั้นเป็นตัวเลขของเครือข่ายประกอบอยู่ด้วย เช่น เครือข่ายของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ใช้รหัส 158.108 เครือข่ายของบริษัท IBM ที่เป็นเครือข่ายใหญ่ระดับโลก ใช้รหัส 9 ส่วนของบริษัท AT+ T ใช้เลขรหัส IP เป็น 12 ส่วนเครือข่ายของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ 192.150.249 เป็นต้น
- เนื่องจากขนาดของเครือข่ายมีขนาดแตกต่างกันมาก ดังนั้นจึงมีการกำหนดการแบ่งคลาสของเครือข่ายออกเป็นสามคลาสคือ คลาส A. คลาส B. คลาส C.
- คลาส A. กำหนดตัวเลขเพียงฟิลด์แรกฟิลด์เดียว ที่เหลืออีกสามฟิลด์จึงเป็นรหัสประจำเครื่องอยู่ในเครือข่าย คลาส B. กำหนดตัวเลขของฟิลด์ จึงเหลือให้กำหนดรหัสเครื่องสองฟิลด์ คลาส C. กำหนดตัวเลขสามฟิลด์จึงมีที่ให้กำหนดรหัสเครื่องเพียงฟิลด์เดียว
- เมื่อพิจารณาตัวเลข IP ใด ๆ หากตัวเลขขึ้นต้นระหว่าง 1-126 ก็จะเป็นคลาส A. ถ้าขึ้นต้นด้วย 128-191 ก็จะเป็นคลาส B. และขึ้นต้นด้วย 192-223 ก็เป็นคลาส C. (ดูตามตารางที่ 1)
- การให้หมายเลขเครือข่ายนี้ทางองค์กรบริหารเครือข่ายเป็นผู้กำหนดให้เป็นที่น่าสังเกตุว่า การกำหนดเลขจะกำหนดให้เรียงกันไป ใครขอมาก่อนก็จะให้เลขน้อยเรียงตามลำดับเวลาที่จอและเมื่อพิจารณาการเติบโตของเครือข่ายที่ค่อนข้างจะ หมายเลข IP คงจะเต็มพิกัดครบทุกคราสในไม่ช้านี้ แต่ทางองค์กรบริหารเครือข่าก็เตรียมแผนการขยายหมายเลขต่อไปแล้ว
ใช้ชื่อดีกว่า
- เพื่อให้ระบบการเรียกชื่อง่ายขึ้นและการบริหารเครือข่ายทำได้ดี จึงมีการกำหนดชื่นแทนรหัส IP โดยมีการตั้งชื่อสำหรับเครื่องคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่องที่อยู่บนเครือข่าย เช่น nontri.ku.ac.th ซึ่งแทนหมายเลข 158.108.162 หรือเครื่อง maspar ซึ่งเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์แบบขนานก็ใช้ชื่อ maspar.cpe.ku.ac.th โดยใช้แทนรหัส 158.108.162 ดังนั้นเครื่องที่ต่ออยู่บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจะมีการตั้งชื่อเครื่องเพื่อให้รู้จักกันได้ง่ายขึ้น การตั้งชื่อมีการแบ่งเป็นลำดับขั้น ตัวที่อยู่ขวามือสุด คือชื่อย่อประเทศ เช่น th หมายถึงประเทศไทย
หมายเลขต้องห้าม
- เนื่องจากเครือข่ายก็อาจจำเป็นต้องใช้ IP Address ดังนั้น จึงจำเป็นต้องมีการจำกัดบางหมายเลขเพื่อใช้เป็นการภายใน ได้แก่
1. Class A ตั้งแต่ 10.xxx.xxx.xxx
2. Class B ตั้งแต่ 172.16.xxx.xxx ถึง 172.31.xxx.xxx
3. Class C ตั้งแต่ 192.168.0.xxx ถึง 192.168.255.xxx
- สำหรับภายในองค์กร ก็มีหมายเลขต้องห้ามเช่นกัน ได้แก่
1. 127.xxx.xxx.xxx หมายเลขนี้ใช้สื่อสารกับตัวเอง
2. 0.0.0.0
4.http://www.it-guides.com/nets/net_104.html

คำถาม
1. มาตรฐานของ IP Address ปัจจุบันเป็นมาตรฐานใด
ก. IPv4
ข. IPv6
ค. Public IP
ง. Private IP

2. IPv4 มีกี่บิต
ก. 8 บิต
ข. 16 บิต
ค. 32 บิต
ง. 64 บิต

3. IPv6 มีกี่บิต
ก. 16 บิต
ข. 32 บิต
ค. 64 บิต
ง. 128 บิต

4. การกำหนดการแบ่งคลาสของเครือข่ายแบ่งออกเป็นกี่คลาส
ก. 1 คลาส
ข. 2 คลาส
ค. 3 คลาส
ง. 4 คลาส

5. ไอพีส่วนตัว คลาส A เริ่มตั้งแต่หมายเลขใดถึงหมายเลขใด
ก. เริ่มตั้งแต่ 10.0.0.0 ถึง 10.255.255.255
ข. เริ่มตั้งแต่ 172.16.0.0 ถึง 172.31.255.255
ค. เริ่มตั้งแต่ 158.168.0.0 ถึง 158.168.255.255
ง. เริ่มตั้งแต่ 192.168.0.0 ถึง 192.168.255.255

6. ไอพีส่วนตัว คลาส B เริ่มตั้งแต่หมายเลขใดถึงหมายเลขใด
ก. เริ่มตั้งแต่ 10.0.0.0 ถึง 10.255.255.255
ข. เริ่มตั้งแต่ 172.16.0.0 ถึง 172.31.255.255
ค. เริ่มตั้งแต่ 158.168.0.0 ถึง 158.168.255.255
ง. เริ่มตั้งแต่ 192.168.0.0 ถึง 192.168.255.255

7. ไอพีส่วนตัว คลาส C เริ่มตั้งแต่หมายเลขใดถึงหมายเลขใด
ก. เริ่มตั้งแต่ 10.0.0.0 ถึง 10.255.255.255
ข. เริ่มตั้งแต่ 172.16.0.0 ถึง 172.31.255.255
ค. เริ่มตั้งแต่ 158.168.0.0 ถึง 158.168.255.255
ง. เริ่มตั้งแต่ 192.168.0.0 ถึง 192.168.255.255

8. สับเน็ตมาสต์ที่ใช้ได้ของคลาส A เริ่มตั้งแต่หมายเลขใดขึ้นไป
ก. เริ่มตั้งแต่ 255.0.0.0 ขึ้นไป
ข. เริ่มตั้งแต่ 255.255.0.0 ขึ้นไป
ค. เริ่มตั้งแต่ 255.255.255.0 ขึ้นไป
ง. เริ่มตั้งแต่ 255.255.255.255 ขึ้นไป

9. สับเน็ตมาสต์ที่ใช้ได้ของคลาส B เริ่มตั้งแต่หมายเลขใดขึ้นไป
ก. เริ่มตั้งแต่ 255.230.0.0 ขึ้นไป
ข. เริ่มตั้งแต่ 255.240.0.0 ขึ้นไป
ค. เริ่มตั้งแต่ 255.250.0.0 ขึ้นไป
ง. เริ่มตั้งแต่ 255.255.0.0 ขึ้นไป

10. สับเน็ตมาสต์ที่ใช้ได้ของคลาส C เริ่มตั้งแต่หมายเลขใดขึ้นไป
ก. เริ่มตั้งแต่ 255.252.0.0 ขึ้นไป
ข. เริ่มตั้งแต่ 255.253.0.0 ขึ้นไป
ค. เริ่มตั้งแต่ 255.254.0.0 ขึ้นไป
ง. เริ่มตั้งแต่ 255.255.0.0 ขึ้นไป
เฉลย
1.ก 2.ค 3.ง 4.ค 5.ก 6.ข 7.ง 8.ก 9.ข 10.ง

Saturday, November 22, 2008

คำสั่งต่างๆ



คำสั่งเกี่ยวกับการจัดการไฟล์

1. Is
คำสั่ง Is เป็นคำสั่งที่ใช้ในการแสดงชื่อไฟล์หรือไดเร็คทอรี่ย่อยต่าง ๆ ที่อยู่ภายใต้ไดเร็คทอรี่ปัจจุบันหรือไดเร็คทอรี่ที่ระบุ
รูปแบบ : Is [option] [file_name directory_name]file_name คือ ชื่อไฟล์ที่ต้องการแสดง ในกรณีที่ต้องการระบุชื่อไฟล์directory_name คือ ชื่อไดเร็คทอรี่ที่ต้องการแสดง ในกรณีที่ต้องการระบุชื่อไดเร็คทอรี่ option คือ ทางเลือกอื่นๆ ในการแสดงชื่อไฟล์ ที่สำคัญมีดังนี้

-l คือ การแสดงรายชื่อไฟล์แบบยาว ข้อมูลที่แสดงด้วยทางเลือกนี้จากซ้ายไป ขวา ได้แก่ ชนิดและโหมดของไฟล์ จำนวนลิงค์ ชื่อเจ้าของ ขนาดของไฟล์ วันที่ที่มีการแก้ไขไฟล์ครั้งล่าสุด และชื่อของไฟล์ ซึ่งถ้าไม่ใส่ทางเลือกนี้ แล้ว คำสั่ง Is ก็จะแสดงเฉพาะชื่อของไฟล์ออกมาก
-t แสดงชื่อของไฟล์ โดยเรียงลำดับที่แก้ไขไฟล์ครั้งสุดท้าย โดยจะแสดงชื่อของ ไฟล์ที่ได้รับการแก้ไขหลังสุดก่อน ถ้าไม่ใส่ทางเลือกนี้ Is ก็จะพิมพ์รายชื่อ ของไฟล์เรียงตามลำดับตัวอักษร
-d ใช้ในการบังคับให้แสดงข้อมูลของไดเร็คทอรีที่ระบุไว้ในส่วนของ argument ซึ่ง ถ้าไม่ใช้ทางเลือกนี้แล้ว คำสั่ง Is จะแสดงรายชื่อไฟล์ “ภายใต้” ไดเร็คทอรีที่ ระบุแทน
-a โดยปรกติแล้ว คำสั่ง Is จะไม่แสดงชื่อของไฟล์ที่มีชื่อขึ้นต้นด้วย “.” ออกมาการใช้ทางเลือกนี้เพื่อที่จะให้แสดงรายชื่อไฟล์ทุกไฟล์ เช่น “.profile”
ตัวอย่าง : การใช้คำสั่ง Is กับ option -l
$ Is –l /usr/acct/dks/book-rw-rw-r- - 1 dks usr 4680 Nov 9 14:51 /usr/acct/dks/book/chapter1-rw-rw-r- - 1 dks usr 3178 Nov 10 12:58 /usr/acct/dks/book/chapter2-rw-rw-r- - 1 dks usr 1685 Nov 10 16:07 /usr/acct/dks/book/chapter3

ตัวอย่าง : การใช้คำสั่ง Is กับ option -l และ -d
$ Is –ld /usr/acct/dks/bookdrwxrwxr-x 2 dks usr 80 Nov 8 12:27 /usr/acct/dks/book


2. Cd คำสั่งChange Directoryของระบบ Unix,Linux (คล้ายกับคำสั่งCDของDOS)
รูบแบบการใช้งาน : cd [directory]
ตัวอย่าง : cd /etc [Enter]ไปDirectory etc cd ..[Enter] ย้ายไปDirectoryอีก1ชั้น

3. Pwd เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับแสดง Directory ปัจจุบัน (ในทำนองเดียวกับการพิมพ์ cd บน DOS)
มาจากคำว่า print work directory
รูปแบบ : pwd
ตัวอย่าง : การแสดงว่าขณะนี้เราทำงานอยู่ที่ไดเร็คทอรี่ใด

$ pwd
/home/train1

4.File คำสั่งfileบนระบบ DOS/Windows นั้น ประเภทของแฟ้มข้อมูลจะถูกระบุด้วยนามสกุล แต่ใน UNIX จะไม่มีนามสกุลเพื่อใช้ระบุประเภทของแฟ้มข้อมูล ดังนั้นการหาประเภทของแฟ้มข้อมูลจะดูจาก Context ภายในของแฟ้ม ซึ่งคำสั่ง file จะทำการอ่าน Content และบอกประเภทของแฟ้มข้อมูลนั้นๆ
รูปแบบคำสั่ง : file [option]... file
ตัวอย่าง : file /bin/shfile report1.doc

5. Mv เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการย้ายแฟ้มข้อมูลและ Directory รวมถึงการเปลี่ยนชื่อด้วย (ในทำนองเดียวกับ dos) มาจากคำว่า move
รูปแบบคำสั่ง : mv source target
ตัวอย่าง : mv *.tar /backup, mv test.txt old.txt, mv bin oldbin

6. Mkdir เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการสร้าง directory (ในทำนองเดียวกับ dos) มาจากคำว่า make directory
รูปแบบของคำสั่ง : mkdir mkdir [option] [file]
โดย option ที่มักใช้กันใน mkdir คือ
-m จะทำการกำหนด Permissioin (ให้ดูคำสั่ง chmod เพิ่มเติม)
-p จะทำการสร้าง Parent Directory ให้ด้วยกรณีที่ยังไม่มีการระบุ directory ในที่นี้อาจเป็น relative หรือ absolute path ก็ได้
ตัวอย่าง : mkdir /home, mkdir -p -m755 ~/้home/user1


7.Rm คำสั่งสำหรับการลบไฟล์
รูปแบบ : rm [option]

option คือทางเลือกที่จะใช้กับคำสั่ง rm โดยจะยกตัวอย่างที่ใช้บ่อยๆ ได้แก่
-r คือ การสั่งให้ลบไดเร็คทอรี่และไฟล์ภายใต้ไดเร็คทอรี่ (recursive)
-f คือ การสั่งยืนยันการลบ (force) จะไม่ขึ้น prompt ถามยืนยันการลบ
file_name คือ ชื่อไฟล์ที่ต้องการลบ
directory_name คือ ชื่อไดเร็คทอรี่ที่ต้องการลบ
ตัวอย่าง การลบมากกว่า 1 ไฟล์
$ rm oldbills oldnotes badjokes
ตัวอย่าง การลบไดเร็คทอรี่และไฟล์ภายใต้ไดเร็คทอรี่
$ rm -r ./bin
ตัวอย่าง การลบแบบยืนยันการลบ
$ rm –f oldbills oldnotes badjokes

8. Rmdir เป็นคำสั่งที่ใช้สำหรับการลบ directory (ในทำนองเดียวกับ dos) มาจากคำว่า remove directory
โครงสร้างคำสั่ง : rmdir [option] [file]
โดย option ที่มักใช้กันใน mkdir คือ
-p จะทำการลบ Child และ Parent Directory ตามลำดับ directory ในที่นี้อาจเป็น relative หรือ absolute path ก็ได้

ตัวอย่าง : rmdir /home

9. Chown คำสั่ง Change Owner ของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนเจ้าของไฟล์)
รูบแบบการใช้งาน : chown [ชื่อเจ้าของไฟล์] (ชื่อFile)
ตัวอย่าง : chown user1 filename คือเปลี่ยนเจ้าของไฟล์ชื่อ filename เป็น User1chown -R user1.root dirname คือเปลี่ยนทั้งเจ้าของไฟล์และกลุ่มไปพร้อมกันทุกไฟล์ใน Sub dirname.


10. Chgrp คำสั่ง Change Group ของระบบ Unix,Linux (เป็นการเปลี่ยนกลุ่มเจ้าของไฟล์)
รูปแบบการใช้งาน : chgrp [-chfRv] (Group) (File)
ตัวอย่าง : chgrp root /root/* เปลี่ยน Group ให้กับไฟล์ทุกไฟล์ในไดเรคทอรี่ /root ให้เป็น Group root



คำสั่งเกี่ยวกับการจัดการโปรเซส

1. Ps
แสดง Process หรือโปรแกรมที่ประมวลผลอยู่ในระบบขณะนั้น
ช่วยให้ผู้ดูแลระบบ ติดตามได้ว่ามีโปรแกรมอะไรที่ไม่ถูกต้อง run อยู่ หรือโปรแกรมอะไร ที่ผู้ศึกษาลองประมวลผลแล้วค้างอยู่ จะได้ทำการแก้ไง มิฉนั้นระบบก็จะทำงานค้าง เพราะโปรแกรมที่ไม่ควรอยู่ในระบบ กำลังประมวลผลโดยไม่จำเป็น โดยเฉพาะพวก bot จะทำให้ server ล่มง่ายมาก
ตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งาน :
ps :: แสดงชื่อ process ต่าง ๆ ที่ทำงานอยู่อย่างสั้น
ps -ef :: แสดงข้อมูลของ process โดยละเอียด
ps -ax :: แสดงข้อมูลของ process พร้อมชื่อโปรแกรมได้ละเอียด
ps -aux :: แสดงข้อมูลของ process พร้อมชื่อโปรแกรม และชื่อผู้สั่งได้ละเอียดมาก

2. Kill
เมื่อทราบว่า process ใดที่มีปัญหา ก็จะเห็นเลขประจำ process คำสั่ง kill จะสามารถ process ออกจากระบบได้ ช่วยยกเลิก process ที่ไม่ถูกต้องออกจากระบบ ถ้าขณะนั้นผู้ใช้คนหนึ่งกำลังใช้งานอยู่ หาก process หลักของเขาถูก kill จะทำให้ผู้ใช้ท่านนั้น หลุดออกจากระบบทันที (สำหรับคำสั่งนี้จะถูกใช้โดย super user เท่านั้น ผู้ใช้ธรรมดาไม่มีสิทธิ)
ตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งาน : kill -9 เลขประจำprocess :: เลขประจำ process จะได้จากการใช้ ps -ef อยู่แล้ว kill -9 1255 :: ลบ process ที่ 1255 ออกจากระบบไป

3. Fg เป็นทางที่สามในการส่ง Signals ให้แก่ process โดยการใช้ kill system call ซึ่งเป็นวิธีในการส่ง signal จาก 1 process ไปยังที่อื่น ๆ โดยสามารถใช้ได้ทั้ง “kill command” หรือ “fg command” ก็ได้ โดยต้องมีการ include signal.h ด้วย จึงจะสามารถใช้ฟังก์ชันต่าง ๆ ได้เช่น kill เป็นต้น ซึ่ง process จะหยุดการทำงานของตัวเองโดย การส่ง PID ตัวเองไปให้ฟังก์ชัน ใน signal.h จัดการ ดังตัวอย่างการเรียกใช้ฟังก์ชัน kill ในโปรแกรม

4. Bg เป็นโปรเซสทีมีลักษณะการทำงานในฉากหลัง โดยทั่วไปเป็นโปรแกรมที่จะต้องใช้เวลาในการทำงานค่อนข้างนาน และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องติดต่อกับผู้ใช้ เช่น การคอมไพล์โปรแกรม การกำหนดให้คำสั่งหรือโปรเซสใดทำงานในฉากหลังนั้นให้เติมเครื่องหมาย & ที่ท้ายคำสั่งนั้น ๆ

5. Jobs คำสั่ง jobs ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งสำหรับกำหนดควบคุม การรับส่งผ่านข้อมูลของ Firewall)
รูบแบบการใช้งาน : jobs
ตัวอย่าง : #sleep 20 & jobs



คำสั่งสำรองข้อมูล

1. Tar เป็นคำสั่งเพื่อการ backup และ restore file ทั้งนี้การ tar จะเก็บทั้งโครง สร้าง directory และ file permission ด้วย (เหมาะสำหรับการเคลื่อนย้าย หรือแจกจ่ายโปรแกรมบนระบบ UNIX) มาจากคำว่า tape archive
รูปแบบคำสั่ง : tar [option]... [file]...
โดย option ที่มักใช้กันใน echo คือ
-c ทำการสร้างใหม่ (backup)
-t แสดงรายชื่อแฟ้มข้อมูลในแฟ้มที่ backup ไว้
-v ตรวจสอบความถูกต้องของการประมวลผล
-f ผลลัพธ์ของมาที่ file
-x ทำการ restore
ตัวอย่าง : tar -xvf data.tar
Tar –cvf backup.tar/home/khajorn เป็นการสร้างไฟล์ Tar จากโฟลเดอร์ Khajorn
Tar –tvf tarfile less แสดงผลออกในรูปแบบคำสั่ง less
Tar –xvf tarfile เป็นการกระจายไฟล์ และไดเรคทรอรี่ในไฟล์ tar ในไดเรคทรอรี่ที่ทำงานอยู่
ถ้าใช้ –czvf แทน –cvf จะสร้างไฟล์ และปิดท้ายด้วย .tgz

2. Gzip : คลายการบีบอัด หรือแตกแฟ้มประเภท .gz : ใช้สำหรับแตกแฟ้มที่ถูกบีบอัด แล้วนามสกุล gz หรือ z แต่ทั่วไปเขาแนะนำให้ใช้ tar สำหรับสกุล .tar.gz
ตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งาน :
gzip -d x.tar.gz :: ใช้แตกแฟ้มที่นามสกุล gz
man gzip :: ใช้ดูว่า gzip ใช้งานอะไรได้บ้าง
gzip -d radius-1.16.1.tar.Z :: ได้แฟ้มนี้จาก
ftp.livingston.com/pub/le/radius/ เป็นระบบรับโทรศัพท์เข้าเครือข่าย
gzip -dc x.tar.Ztar xvf - :: ประหยัดขั้นตอนในการใช้คำสั่ง 2 ครั้ง เพราะคำสั่งชุดนี้จะใช้ทั้ง gzip และ tar กับ x.tar.z ได้ตามลำดับ

3.Gunzip gunzip ของระบบ Unix,Linux (เป็นการบีบอัดไฟล์หรือขยายบีบอัดไฟล์)
รูบแบบการใช้งาน : gunzip (-cdfhlLnNrtv19 ) [file]
ตัวอย่าง : #gunzip -dvr /home/samba/* คลายการบีบอัดไฟล์ข้อมูลทุกไฟล์ที่สกุล .gz ในSub /home/samba



คำสั่งเกี่ยวกับการติดต่อสื่อสาร

1. telnet : ใช้ติดต่อเข้า server ต่าง ๆ ตาม port ที่ต้องการ แต่ปัจจุบัน server ต่าง ๆ ปิดบริการ telnet แต่เปิด SSH แทน
: user interface to the TELNET protocol
ตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งาน :
telnet 202.202.202.202 :: ขอติดต่อเข้าเครื่อง 202.202.202.202 การไม่กำหนด port คือเข้า port 23
telnet www.school.net.th 21 :: ขอติดต่อผ่าน port 21 ซึ่งเป็น FTP port
telnet mail.loxinfo.co.th 25 :: ตรวจ smtp ว่าตอบสนองกลับมา หรือไม่
telnet class.yonok.ac.th 110 :: ทดสอบ pop service ของ windows server 2003 Microsoft Windows POP3 Service Version 1.0 ready.

2. ftp คำสั่ง ftp ของระบบ Unix,Linux (เป็นโปรแกรมรับ-ส่งไฟล์ )
รูปแบบการใช้งาน : ftp (IP or Name of FTP Server)
ตัวอย่าง : ftp 132.209.1.2 [Enter] Login:anonymous , Password:
Username@YourDomain.com
คำสั่ง ftp จะมีคำสั่งย่อยที่สำคัญๆ ได้แก่
ftp> pwd ดู dir. ที่อยู่
ftp> cd เปลี่ยน dir
ftp> lcd เปลี่ยน local dir
ftp> help ใช้เมื่อต้องการดูคำสั่งที่มีอยู่ในคำสั่ง ftp
ftp> open hostname ใช้เมื่อต้องการ connect ไปยัง host ที่ต้องการ
ftp> close ใช้เมื่อต้องการ disconnect ออกจาก host ที่ใช้งานอยู่
ftp> bye หรือ quit ใช้เมื่อต้องการออกจากคำสั่ง ftp
ftp> ls หรีอ dir ใช้แสดงชื่อไฟล์ที่มีอยู่ใน current directory ของ host นั้น
ftp> get ใช้โอนไฟล์ทีละไฟล์จาก host ปลายทางมายัง localhost หรือเครื่องของเรานั้นเอง
ftp> mget ใช้โอนไฟล์ทีละหลายๆไฟล์จาก host ปลายทางมายัง localhost
ftp> put ใช้โอนไฟล์ทีละไฟล์จาก localhost ไปเก็บยัง host ปลายทาง
ftp> mput ใช้โอนไฟล์ทีละหลายๆไฟล์จาก localhost ไปเก็บยัง host ปลายทาง
ftp> cd ใช้เปลี่ยน directory
ftp> delete และ mdelete ใช้ลบไฟล์

3. lynx : Text browser ที่ใช้งานง่าย ใช้ดู source หรือ download ได้
ตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งาน :
lynx www.thaiall.com :: เพื่อเปิดเว็บ www.thaiall.com แบบ text mode
lynx http://www.yonok.ac.th :: เพื่อเปิดเว็บ www.yonok.ac.th แบบ text mode
lynx -dump http://www.yonok.ac.th :: เพื่อแสดงผลลัพธ์แบบไม่ interactive คือการ view ผลแล้วหยุดทันที
lynx -dump -width=500 http://piology.org/.procmailrc.htmlgrep '^'cut -c3- :: ตัวอย่างการนำไปใช้

4. mesg mesg ดู status การรับการติดต่อของ terminalmesg y เปิดให้ terminal สามารถรับการติดต่อได้mesg n ปิดไม่ให้ terminal สามารถรับการติดต่อได้

5. ping : ตรวจสอบ ip ของเครื่องเป้าหมาย และการเชื่อมต่อ internet
: send ICMP ECHO_REQUEST to network hosts
ตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งาน :
ping www.thaiall.com :: ตัวสอบการมีอยู่ของ www.thaiall.com และแสดงเลข IP ของเว็บนี้ping 202.29.78.100 -c 5 :: แสดงผลการทดสอบเพียง 5 บรรทัด
ping 202.29.78.2 :: ผลดังข้างล่างนี้ แสดงว่าไม่พบเครื่องที่มีเลข ip ดังกล่าว
PING 202.29.78.2 (202.29.78.2) from 202.29.78.12 : 56(84) bytes of data.
From 202.29.78.12 icmp_seq=1 Destination Host Unreachable
From 202.29.78.12 icmp_seq=2 Destination Host Unreachable
From 202.29.78.12 icmp_seq=3 Destination Host Unreachable

6. write คำสั่งใช้เพื่อการส่งข้อมูลทางเดียวจากผู้เขียนไปถึงผู้รับบนเครื่องเดียวกันเท่านั้น
รูปแบบคำสั่ง : write user [tty] เมื่อมีการพิมพ์คำสั่ง write ผู้ใช้จะเห็นข้อความซึ่งจะแสดงว่าข้อความดังกล่าวถูกส่งมาโดยใคร ซึ่งหากผู้รับต้องการตอบกลับ ก็จะต้องใช้คำสั่ง write เช่นกัน เมื่อพิมพ์เสร็จแล้วให้พิมพ์ตัวอักษร EOF หรือ กด CTRL+C เพื่อเป็นการ interrupt ทั้งนี้ข้อความที่พิมพ์หลังจาก write จะถูกส่งหลังจากการกด Enter เท่านั้น
ตัวอย่าง : write m2k




คำสั่งอื่นๆ

1. At เป็นคำสั่งตั้งเวลาให้ระบบทำตามคำสั่ง เมื่อทำเสร็จจะส่งเป็น e-mail กลับ มาให้
รูปแบบ : at [-f filename] Time


2. Cpio ย่อจาก Copy in and Out เป็นการแบ็คอัพข้อมูล
รูปแบบการใช้ : Cpio flags [options]
Fc –s [old=new] [command
ตัวอย่างการใช้ :
Cpio –ocv > /dev/fd0
Cpio –icv “*.c” < /dev/fd0


3. Bc คำสั่งเรียกใช้โปรแกรมคำนวณเลขของระบบ Unix,Linux
รูบแบบการใช้งาน : bc [-lwsqv] [option] [file]
ตัวอย่าง : bc [Enter] 1+2 [Enter] 1^2 [Enter] a=3 [Enter] b=4 [Enter] a*b [Enter] x=2;y=5;x+y[Enter] [Ctrl-d] เพื่อออก
* หมายเหตุ:คำสั่งนี้จะใช้ได้ต้องInstall Packet ลงไปก่อน

4. Basename เป็นคำสั่งสำหรับสกัดเอาชื่อไฟล์โดยตัดส่วนขยายชื่อไฟล์ (file extension) .gif ออก.
เช่นถ้าชื่อไฟล์เป็น a.gif, basename a.gif .gif ก็จะให้ผลเป็น a. และในตัวอย่างเติม .png เข้าไป. นอกจากจะใช้สกัดเอาส่วนที่เป็นชื่อไฟล์ที่ไม่มีส่วนขยายชื่อไฟล์แล้ว, โดยปรกติจะใช้ตัดส่วนที่เป็นไดเรกทอรีที่อยู่หน้าชื่อไฟล์ออกไป. เช่น /usr/bin/perl ถ้าเอาไปเป็นอาร์กิวเมนต์ของคำสั่ง basename ก็จะได้ผลเป็น perl.

5. Last แสดงรายชื่อผู้ใช้งานระบบปัจจุบันไปถึงอดีต ใช้แสดงรายชื่อผู้ login เข้ามาล่าสุด
ตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งาน :
last grep reboot :: ใช้ดูระบบถูก reboot เมื่อใดบ้าง
last more :: ใช้รายชื่อผู้ login เข้ามาในระบบล่าสุดทีละหน้า

6. Crontab ตั้งเวลาสั่งงานคอมพิวเตอร์
ตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งาน :
#crontab -l :: แสดงกำหนดการของการสั่งให้คอมพิวเตอร์ทำงานอย่างอัตโนมัติ ตามเวลาที่กำหนด
#cat /etc/crontab :: แสดงตาราง crontab ในเครื่อง

7. Dd เป็นคำสั่งพื้นฐานของลีนุกซ์คำสั่งหนึ่งที่สามารถอ่านข้อมูลจากอุปกรณ์จัดเก็บข้อมูลประเภท Block Device เช่น ดิสก์ต่างๆ แล้วส่งผลลัพธ์ไปเป็นแฟ้มข้อมูล (หรือที่เราเรียกกันว่าไฟล์อิมเมจในเรื่องของการโคลนนิ่งดิสก์) หรืออาจจะทำงานในทางกลับกันก็ได้ เนื่องจากในระหว่างที่อยู่ในสภาพแวดล้อมแบบ Rescue Mode จะมีคำสั่ง dd นี้ให้ใช้งานได้ เราจึงสามารถนำคำสั่งนี้มาใช้เพื่อการโคลนนิ่งข้อมูลจากฮาร์ดดิสก์ไปเป็นไฟล์อิมเมจได้เช่นเดียวกับการใช้โปรแกรม Norton Ghost


8. Du แสดงการเนื้อที่ใช้งาน ของแต่ละ directory โดยละเอียด ช่วยให้ผู้ดูแลระบบรู้ว่า directory ใด ใช้เนื้อที่ใด หรือใช้ดูรวม ๆ ว่า ผู้ใช้แต่ละคนใช้เนื้อที่เก็บข้อมูลกันเท่าใด เพราะผู้ใช้ปกติจะใช้กันไม่เยอะ แต่ถ้าตรวจสอบแล้วเยอะผิดปกติ ก็จะเข้าไปดูว่า เยอะเพราะอะไร จะได้แก้ไขได้
ตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งาน :

du :: เพื่อแสดงรายชื่อ directory และเนื้อที่ที่ใช้ไป
du -all :: เพื่อแสดงโดยละเอียดว่าแต่ละแฟ้มมีขนาดเท่าใด ใน directory ปัจจุบัน
du sort -g :: แสดงการใช้พื้นที่ของแต่ละ directory พร้อม sort จากน้อยไปมาก มีหน่วยเป็น Kb
du -b :: แสดงหน่วยเป็น byte ของแต่ละ directory

9. Dirname ใช้แสดง path ของไดเร็กทอรีที่เราสนใจ

10. Ln (link) เป็นคำสั่งไว้สร้าง link ไปยังที่ ที่ต้องการ คล้ายกับ shortcut ใน windows

11. Env แสดงค่า environment ปัจจุบัน
: run a program in a modified environment
ตัวอย่างคำสั่ง และการใช้งาน :
env
HISTSIZE=1000
SSH_CLIENT=202.29.78.100 1091 22
OLDPWD=/usr/sbin
QTDIR=/usr/lib/qt3-gcc3.2
SSH_TTY=/dev/pts/0
USER=burin
LS_COLORS=no=00:fi=00:di=00;34:ln=00;36:pi=40;33:so=00;35:bd=40;.... :
PATH=/usr/local/bin:/bin:/usr/bin:/usr/X11R6/bin
MAIL=/var/spool/mail/burin
PWD=/etc
INPUTRC=/etc/inputrc
LANG=en_US.UTF-8
HOME=/root
SHLVL=2
LOGNAME=burin
LESSOPEN=/usr/bin/lesspipe.sh %s
G_BROKEN_FILENAMES=1
_=/bin/env

12. Eject เป็นคำสั่งให้นำคำสั่งที่ตามหลังคำสั่ง EJECT ไปขึ้นหน้าใหม่ ทั้งนี้ เพื่อให้แต่ละส่วนของโปรแกรมใหญ่ๆ ขึ้นหน้าใหม่ ส่วนคำสั่ง EJECT จะไม่ปรากฏใน Assembly Listing

13. Exee ที่ใช้ในการแทนค่าตัวแปรแล้วรันคำสั่งแบบพลวัต (dynamicly) บันทึกพฤติกรรมของ exec ไว้

14. Free แสดงหน่วยความจำที่เหลืออยู่บนระบบ
โครงสร้างคำสั่ง : free [-b-k-m]
โดย option ที่มักใช้กันใน free คือ
-b แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย byte
-k แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย kilobyte
-m แสดงผลลัพธ์เป็นหน่วย megabyte
ตัวอย่าง : free free -b free -k

15. Groups เป็นคำสั่งที่อยู่ภายใต้คำสั่ง sudo บน debian คำสั่ง groups จะสามารถทำให้ทราบได้ว่าเราอยู่ Group ไหน
ตัวอย่าง : $ groups boat
boat : boat dialout cdrom floppy audio video plugdev
ตัวหลัง ':' จะเป็นชื่อ groups แค่นี้เราก็สามารถใช้งาน คำสั่ง sudo ได้

คำสั่ง groupadd ของระบบ Unix,Linux (เป็นการเพิ่มรายชื่อกลุ่มของ User)
รูบแบบการใช้งาน : groupadd (GroupName )
ตัวอย่าง : groupadd staff สร้างกลุ่มของ User ชื่อ Staff เพิ่มให้ระบบ

คำสั่ง groupdel ของระบบ Unix,Linux (เป็นการลบรายชื่อกลุ่มของ User)
รูบแบบการใช้งาน : groupadd (GroupName )
ตัวอย่าง : groupdel staff ลบกลุ่มของ User ชื่อ Staffออกจากระบบ


16. Hostname คำสั่งแสดงชื่อเครื่องที่ใช้อยู่
ตัวอย่าง : $ hostname

17. Lp จะใช้บน SystemV
คำสั่งที่เกี่ยวข้องได้แก่
- lpr เป็นการส่งงานพิมพ์จากเครื่องลูกข่าย Lpr /et/passwd
- lpq ดูงานที่พิมพ์
- lprm เป็นการลบงานพิมพ์ออก Lprm 155 หมายเลข 155 คือชื่องานที่พิมพ์
- lpc เป็นการสั่งควบคุมเครื่องพิมพ์

18. Mount คำสั่ง mount ของระบบ Unix,Linux (เป็นคำสั่งเชื่อมต่ออุปกรณ์เข้ากับระบบ)
รูบแบบการใช้งาน : mount (-t type) DeviceDriver MountPoint
ตัวอย่าง : การ Mount แบบที่1 CdRom mount -t iso9660 /dev/cdrom /mnt/cdromหรือ# mkdir /mnt/cdrom# mount_cd9660 /dev/cd0a /mnt/cdrom#
การ Mount CdRom แบบที่2 mount /dev/cdrom (เมื่อmountแล้วCDจะอยู่ที่ /mnt/CdRom ยกเลิกดูคำสั่ง Unmount)

19. Mt คำสั่งกำหนดและแก้ไขรหัสผ่านของ User ของระบบ Unix,Linux ... คำสั่งกำหนดคำสั่งย่อ ของระบบ Unix,Linux

20. Nice คำสั่งหรือโปรแกรมเข้าสู่เครื่อง .... ติดต่อ nice หรือ ติดต่อผู้บริหารเว็บไซต์ + Powered by KnowledgeVolution

21. Nohup โดยปกติหากผู้ใช้เรียกใช้งานโปรแกรมใดๆ ก็ตามหาก Process นั้นยังคงทำงานค้างอยู่ แต่ผู้ใช้ Logout จากระบบก่อนที่ Process จะประมวลผลเสร็จ Process ที่ทำงานค้างอยู่นั้นจะถูก kill โดยอัตโนมัติ เพราะระบบจะไม่ยอมให้ Process ทั่วไปทำงานได้โดยไม่มีหน้าจอ ด้วยเหตุนี้จึงมีการพัฒนาวิธีการที่จะ run process ที่มีความทนทานต่อการ hangup หรือสามารถทำงานต่อไปได้แม้ว่าผู้ใช้จะออกจากระบบไปแล้ว ซึ่งเราะจะเรียกการใช้งาน Process ในลักษณะนี้ว่า NOHUP
เมื่อคุณ logout ออกจากระบบ ทุก process ทั้ง foreground และ background จะหยุดทำงานทั้งหมด คุณสามารถใช้คำสั่ง nohup เพื่อให้ process ทำงานใน background เมื่อคุณ logout แล้วได้ โดยใช้คำสั่ง
$ nohup command &
ตัวอย่างเช่น : เมื่อคุณต้องการใช้คำสั่ง tar เพื่อ backup ไดเร็กทอรี ~/doc ไปไว้ที่ floopy disk
โครงสร้างคำสั่ง : nohup COMMAND [ARG]...
ทั้งนี้หากไม่มีการ Redirection ผลลัพธ์แล้ว ผลลัพธ์จะแสดงออกมายังfile ชื่อ "nohup.out"

22. Netstat เป็นคำสั่งที่มีอยู่ทั้งบน Unix และ Windows ใช้เพื่อตรวจดูสถานะทาง TCP และ UDP บนเครื่องของเรา เป็นคำสั่งพื้นฐานด้านระบบเครือข่ายอีกคำสั่งหนึ่งที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในด้านการเฝ้ามองระบบได้ตั้งแต่การแสดงสถานะทั่วไป จนถึงการจับตาดูความเคลื่อนไหวแบบต่อเนื่อง
# netstat -lnt หรือ # netstat -lnu แสดงหมายเลขพอร์ตที่เปิดให้บริการอยู่
# netstat -rn แสดง Kernel routing table
# netstat -rC แสดง routing cached table
# netstat -ac แสดงความเคลื่อนไหวของ connection จากภายนอก
# netstat -s แสดงข้อมูลสถิติแบ่งตาม packet ชนิดต่างๆ
# netstat -i แสดงข้อมูลสถิติแบ่งตาม interface


23. Od แสดงเนื้อหาในไฟล์ไบนารี่

24. Pr คือส่วนหนึ่งของภาษา HTML. คุณสามารถใช้ BBCode ในข้อความที่คุณพิมพ์. และคุณสามารถยกเลิกการใช้ BBCode ในแต่ละข้อความได้ในแบบฟอร์มกรอกข้อความ. BBCode มีรูปแบบคล้ายๆกับภาษา HTML

25. Df คำสั่ง df ของระบบ Unix,Linux เป็นการตรวจสอบการใช้พื่นที่บนฮาร์ดดิสก์ แสดง partition พร้อมขนาดที่ใช้ไป
รูบแบบการใช้งาน : df [option] [file]
ตัวอย่าง : df [Enter]

26. Printf ให้ผลลัพธ์ออกทางหน้าจอ หรือ Standard Output อื่นๆ
รับค่าตัวแรกเป็นข้อความที่จัดรูปแบบการแสดงผล และรับรายการของข้อมูลที่ต้องการแสดงผลถัดไป. รูปแบบการแสดงผลจะถูกระบุโดยเครื่องหมาย % ตามด้วยอักษรแสดงรูปแบบ. ในกรณีนี้ %d ระบุว่าเราจะพิมพ์ตัวเลขฐานสิบ

27. Df คำสั่ง df ของระบบ Unix,Linux เป็นการตรวจสอบการใช้พื่นที่บนฮาร์ดดิสก์ แสดง partition พร้อมขนาดที่ใช้ไป
รูบแบบการใช้งาน : df [option] [file]
ตัวอย่าง : df [Enter]

28. Printenv คำสั่งนี้จะแสดงค่าตัวแปลสภาพ แวดล้อม.
ตัวอย่าง : เซ็ตค่าตัวแปรสภาพแวดล้อม. จะใช้คำสั่ง ‘setenv’

29. Pg เป็นคำสั่งใช้แสดง content ของไฟล์ ทั้งหมดทีละจอภาพ ถ้าต้องการแสดงหน้า ถัดไป ต้องกด แป้น enter;
รูปแบบ : pg filename

30. Quota เป็นคำสั่งตรวจสอบการใช้เนื้อที่
การใช้งาน : quota [-v] [username]
ตัวอย่าง : $ quota -v

31. rlogin ใช้เพื่อเปิดการเชื่อมต่อ ด้วย rlogin. rsh. ใช้เพื่อ execute คำสั่งแบบ Remote (การใช้คำสั่งทำงานบน Host อื่นแบบ Remote)




Thursday, November 13, 2008

การใช้โปรแกรม VMware และ Adobe Captivate 3.0



การสร้างคอมพิวเตอร์จำลองขึ้นใหม่

- การสร้างคอมพิวเตอร์จำลองขึ้นด้วยโปรแกรม VMware จะเริ่มจากการใช้เมาส์คลิ้กที่ไอคอน New Virtual Machine จากนั้นดำเนินการตามคำแนะนำใน VMware Virtual Machine ที่ปรากฏขึ้น ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้
ขั้นตอนที่ 1 Select the Application Configuration จะเป็นการเลือกลักษณะการจัดทำ Virtual Machine ซึ่งมี 3 แบบ คือ
- Typical หมายถึง ให้โปรแกรมกำหนดค่าต่างๆ ให้
- Customer หมายถึง เราต้องการกำหนดองค์ประกอบต่างๆของคอมพิวเตอร์จำลองด้วยตนเอง
- VMware Guest OS Kit หมายถึง ให้โปรแกรมดำเนินการกำหนดค่าต่างๆ ไปพร้อมกับการติดตั้งระบบปฏิบัติการลงในคอมพิวเตอร์จำลองที่เราสร้างขึ้น
สำหรับขั้นตอนนี้แนะนำให้เลือกที่ Typical จะสะดวกกว่าแบบอื่นๆ
ขั้นตอนที่ 2 Select a Guest Operating System จะเป็นการเลือกระบบปฏิบัติการ ที่จะใช้กับคอมพิวเตอร์จำลองที่เราสร้างขึ้น โดยเลือกจากดร็อปดาวน์ลิสต์ที่โปรแกรมเตรียมไว้ให้
ขั้นตอนที่ 3 Name the Virtual Machine เป็นการกำหนดชื่อของคอมพิวเตอร์จำลองที่เราสร้างขึ้น ซึ่งโดยทั่วไปเราจะใช้ชื่อที่โปรแกรมกำหนดไว้ให้เลย
ขั้นตอนที่ 4 Select a Network Connection เป็นขั้นตอนในการกำหนดวิธีการเชื่อมต่อกับเครือข่าย โดยจะมี 4 ตัวเลือก คือ
- Use bridge Networking ใช้ในกรณีที่เราต้องการเชื่อมต่อกับเครือข่าย โดยใช้ IP address ของคอมพิวเตอร์จำลองเอง
- Use network address translation (NAT) ใช้ในกรณีที่เราต้องเชื่อมต่อกับเครือข่าย โดยใช้ IP address เดียวกับเครื่องคอมพิวเตอร์หลัก ที่สร้างคอมพิวเตอร์จำลองขึ้น
- Use host-only network ใช้ในกรณีที่เราต้องการให้คอมพิวเตอร์เป็นเครื่องแม่ข่าย (server) และคอมพิวเตอร์จำลองที่เราสร้างขึ้นเป็นเครื่องลูกข่าย (client)
- Do not use a network connection ใช้ในกรณีที่เราไม่ต้องการให้คอมพิวเตอร์จำลองที่เราสร้างขึ้นเชื่อมต่อกับเครือข่ายใดๆ
หลังจากที่เราเลือกวิธีการเชื่อมต่อกับเครือข่ายแล้ว เมื่อใช้เมาส์คลิ้กที่ปุ่มคำสั่ง Finish ของ Wizard โปรแกรม VMware จะทำการจัดองค์ประกอบต่างๆ ของคอมพิวเตอร์จำลองให้เราอัตโนมัติ ซึ่งจะมีรายละเอียดต่างๆ ปรากฏบนหน้าจอของโปรแกรม ดังตัวอย่างในรูปที่ 4





รูปที่ 4 รายละเอียดของคอมพิวเตอร์จำลองที่ถูกสร้างขึ้น

รูปที่ 5 สามารถแก้ไของค์ประกอบต่างๆ เองได้

- สำหรับองค์ประกอบเหล่านี้ เราสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ โดยใช้เมาส์คลิ้กที่ชื่อของคอมพิวเตอร์จำลองที่เราจะแก้ไข แล้วเลือกที่หัวข้อ Settings และ Configuration Editor จากเมนูหลักของ VMware ตามลำดับ โปรแกรมจะเตรียมเอดิเตอร์ให้เราสามารถปรับแต่งค่าต่างๆ ดังตัวอย่างในรูป 5
การติดตั้งระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์จำลองสำหรับการติดตั้งระบบปฏิบัติการบนคอมพิวเตอร์จำลอง ผมจะขออนุญาตนำลีนุกซ์ทะเล 4.0 ซึ่งพัฒนาโดยเนคเทค มาเป็นตัวอย่าง โดยจะเป็นการติดตั้งลีนุกซ์ทะเล 4.0 บนวินโดวส์ 2000 โดยผ่านทางคอมพิวเตอร์จำลองที่ได้จาก VMware for Windows โดยมีวิธีดังนี้



รูปที่ 6 ภาพระหว่างการติดตั้งโอเอสบนคอมพิวเตอร์จำลอง


รูปที่ 7 การใช้งานลีนุกซ์บนวินโดวส์ 2000 ผ่านทางโปรแกรม VMware

เริ่มจากทำการสร้างคอมพิวเตอร์จำลองสำหรับลีนุกซ์ขึ้นบนโปรแกรม VMware
เมื่อดำเนินการเสร็จ นำซีดีชุดติดตั้งลีนุกซ์ทะเล 4.0 ใส่ในเครื่องอ่านของคอมพิวเตอร์ จากนั้นใช้เมาส์คลิ้กเลือกที่ชื่อของคอมพิวเตอร์จำลองสำหรับลีนุกซ์บนโปรแกรม VMware ที่เราเตรียมไว้
ต่อไปก็ใช้เมาส์คลิ้กที่ปุ่มคำสั่ง Power On เพื่อทำการบูตเครื่องคอมพิวเตอร์จำลองที่เราสร้างขึ้น ซึ่งคอมพิวเตอร์จำลองก็จะทำการบูตเครื่องตามลำดับ เหมือนกับตอนที่เราเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ใหม่ พร้อมกับโหลดโปรแกรมดำเนินการติดตั้งของลีนุกซ์ทะเลขึ้นมาทำงาน จากนั้นก็ดำเนินการติดตั้งลีนุกซ์ทะเล 4.0 ตามลำดับที่โปรแกรมกำหนด จนกว่าการติดตั้งจะเสร็จสมบูรณ์


การบูตคอมพิวเตอร์จำลอง
- จากตัวอย่างข้างต้น หลังจากที่ติดตั้งลีนุกซ์ทะเลเสร็จ คอมพิวเตอร์จำลองของเราจะถูก reboot และเข้าสู่ลีนุกซ์ทะเลทันที เนื่องจากว่าบน คอมพิวเตอร์จำลองของเรามีระบบปฏิบัติการเพียงแบบเดียว ส่วนในกรณีที่เราเปิด VMware ขึ้นมาทำงานใหม่ๆ และต้องการบูตคอมพิวเตอร์จำลองที่เราลงระบบปฏิบัติการไว้แล้วขึ้นมาทำงาน ก็เพียงแค่ใช้เมาส์คลิ้กเลือกที่ชื่อของคอมพิวเตอร์จำลองที่ต้องการจะบูต แล้วมาคลิ้กที่ปุ่มคำสั่ง Power On ของแถบเครื่องมือของ VMware ตามลำดับ


การปิดเครื่องคอมพิวเตอร์จำลอง
- การปิดเครื่องคอมพิวเตอร์จำลอง จะมีวิธีการเหมือนกับการเปิดเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไป คือ เราต้องทำการ shutdown ตัวระบบปฏิบัติการก่อน ซึ่งกลไกการทำงานของระบบปฏิบัติการ จะทำการปิดบริการต่างๆ ตามลำดับ ไปจนถึงปิดสวิตช์ไฟฟ้าของคอมพิวเตอร์ในขั้นตอนสุดท้าย
ในการปิดคอมพิวเตอร์จำลองบนโปรแกรม VMware ไม่ว่าจะเป็นลีนุกซ์หรือวินโดวส์ เราไม่ควรจะปิดที่โปรแกรม VMware โดยตรง เพราะจะทำให้ข้อมูลภายในระบบเสียหายได้
ที่ยกตัวอย่างมานี้ เป็นเพียงการประยุกต์ใช้งาน VMware ในลักษณะหนึ่งเท่านั้น ยังมีการประยุกต์ใช้งานอีกหลายๆ ลักษณะที่ VMware กลายเป็นพระเอก เช่น ถ้าซอฟต์แวร์เฮาส์แห่งหนึ่ง มีคอมพิวเตอร์ 2-3 เครื่อง ที่ไม่ได้ต่อเข้ากันเป็นเครือข่าย แต่ต้องพัฒนาโปรแกรมซึ่งทำงานบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์ให้แก่ลูกค้า ในการทดสอบโปรแกรมแทบจะเป็นไปไม่ได้เลยถ้าไม่ใช้ VMware เข้ามาช่วย โดยการใช้ VMware สร้างคอมพิวเตอร์จำลองขึ้นมาหลายๆ ชุด แล้วมองส่วนที่เป็นระบบปฏิบัติการหลักของเครื่องเป็นแม่ข่าย (Host หรือ Server) แล้วใช้คอมพิวเตอร์จำลองเป็นเครื่องลูกข่าย (Client)
เพียงเท่านี้ซอฟต์แวร์เฮาส์ดังกล่าว ก็สามารถทดสอบการทำงานของโปรแกรมที่ลูกค้าสั่ง ทำบนเครือข่ายคอมพิวเตอร์จริงๆ ได้แล้ว


การจับภาพหน้าจอบน VMware
- ในระหว่างติดตั้งลีนุกซ์ ถ้าต้องจับภาพหน้าจอ สามารถทำได้โดยกดปุ่ม Ctrl + Alt พร้อมกัน จากนั้นใช้เมาส์เลือกที่หัวข้อ File และ Screen Capture จากเมนูของ VMware ตามลำดับ VMware จะทำการจับภาพ แล้วแสดงไดอะล็อกบ็อกซ์สำหรับใส่ชื่อแฟ้มรูปภาพที่เราจะจัดเก็บบนจอภาพทันที




ที่มา : 1. http://www.arip.co.th/2006/mag_list.php?g3=3&ofsy=2002&ofsm=6&id=CTM&g3s=3&halfmonth=0&mag_no=191&element_id=404959&mag_g=A&g3as=2
2. http://www.arip.co.th/2006/mag_list.php?g3=3&ofsy=2002&ofsm=6&id=CTM&g3s=3&halfmonth=0&mag_no=191&element_id=404959&mag_g=A&g3as=2&g3ass=&g3tmp=&g3col=&mypage=&page=2





Adobe Captivate v 3.0.0.580



การติดตั้ง Adobe Captivate v 3.0.0.580
ขั้นตอนการติดตั้ง
สามารถอ่านได้ที่
http://www.ccat.ac.th/data/Captivate.pdf
การเปิดใช้งานโปรแกรม Adobe Captivate 3.0
- การเรียกใช้งาน Adobe Captivate 3.0
คลิกที่ Start, Programs, Adobe, Adobe Captivate 3
ส่วนประกอบหน้าจอแรกของโปรแกรม Adobe Captivate
- Open a recent project แสดงไฟล์ล่าสุดที่เคยบันทึกไว้ในโปรแกรม เปิดไฟล์ที่เคยบันทึกไว้
- Record new project (สำหรับการเริ่มต้นใช้งานแนะนำให้ใช้งานตรงส่วนนี้) สำหรับสร้าง project
บันทึก movie (จับหน้าจอภาพ)
- Getting started tutorials แนะนำขั้นตอนการสร้าง Project ด้วยโปรแกรม Adobe Captivate เริ่ม
ตั้งแต่การบันทึก การแก ไขตกแต่ง การส่งออก การนำเข้าไฟล์เสียงการสร้างส่วน ตอบโต้ การใส่ลูกเล่นเพื่อ
เพิ่มความน่าสนใจ ตามลำดับ


เริ่มต้นใช้งาน Adobe Captivate 3.0
- เป็นที่ทราบกันแล้วว่าจุดเด่นของโปรแกรม Adobe Captivate 3.0 มีความสามารถในการ สร้าง
Movie ได้หลากหลายรูปแบบ เริ่มแรกให้คลิกที่ Record or create a new project จะ ปรากฏหน้าต่าง New
project options




Software Simulation หมายถึงว่าจะเป็นการจำลองการจับหน้าจอภาพตามที่เรากระทำโปรแกรมจะ
ทำการเก็บภาพหน้าจอตามที่เรากระทำกับ Mouse หรือกระทำอื่นใดกับจอภาพ ในส่วนที่โปรแกรมให้เรา
เลือกจากรายการที่กำหนด มีหลักการทำงาน ดังนี้
- Application สำหรับการ Capture movie ทั้งหน้าจอภาพ ของโปรแกรมที่เราต้องการจะทำการบันทึกการทำงานของหน้าจอ
- Custom size สำหรับการ Capture movie แบบกำหนดขนาดหน้าจอภาพได้
- Full Screen สำหรับการ Capture movie ทั้งหน้าจอภาพ
- การสร้างผลงานสื่อการเรียนการสอนด้วยโปรแกรม Captivate รวมถึงการสร้าง Movies ควรเริ่มต้นโดย
> วางแผนการสร้างภาพเคลื่อนไหว (Movie) โดยออกแบบ Storyboards, Scripts หรือใน รูปแบบอื่น
ตั้งค่าเริ่มต้นการใช้งานในการจับจอภาพเคลื่อนไหว (Movie preferences)
> บันทึกภาพเคลื่อนไหว ที่กระทำกับจอภาพ การคลิกกับวัตถุใด ๆ บนจอภาพ โปรแกรมจะ บันทึกไว้ 1 สไลด์ ในการคลิกแต่ละครั้ง หรือจะนำเข้าไฟล์ภาพเคลื่อนไหวก็ได้ เพิ่มข้อความ รูปภาพ เสียง ข้อความเคลื่อนไหว และรายละเอียดส่วนอื่น ๆ แก้ไขปรับปรุง Timeline ทดลองดูภาพเคลื่อนไหวที่สร้างขึ้น

- กำหนดเงื่อนไขในการสร้าง E-Learning และสร้างสไลด์คำถามใน (เติมคำในช่องว่าง, แบบเหมือน, จับคู่ , ตัวเลือก, ตอบสั้นๆ ,ถูกผิด)
เลือกจัดเก็บรูปแบบในการเผยแพร่ (Publish)
จัดเก็บและเผยแพร่ ในลักษณะไฟล์ฟอร์แมต EXE
จัดเก็บและเผยแพร่ ในลักษณะไฟล์ฟอร์แมต Flash และ เรียกใช้โดย HTML
จัดเก็บและเผยแพร่ ในลักษณะไฟล์ฟอร์แมต zip เพื่อใช้เป็น SCORM
จัดเก็บและเผยแพร่ ในลักษณะไฟล์ฟอร์แมต Word หรือ Handout (คู่มือการใช้งาน)
จัดเก็บและเผยแพร่ ไปบนเว็บไซต์ ด้วย FTP ส่ง Movie โดยใช้ E-mail
- การสร้างภาพเคลื่อนไหวด้วยโปรแกรม Adobe Captivate 3.0 Step by Step
Step 1 คลิกที่ Record or create a new project
Step 2 จะปรากฏหน้าต่าง New movie options ให้คลิกที่ Record or create a new project



เมนูการใช้งาน New Project Options
- Software Simulation ใช้สำหรับจับภาพการเคลื่อนไหวของหน้าจอภาพ แสดงออกมา ในรูปแบบของสถานการณ จำลอง
- Application สำหรับการจับภาพของหน้าต่างที่เปิดใช้งานอยู่ (Active window) Custom size สำหรับการจับภาพหน้าจอที่กำหนดขนาดของขอบเขตได้ Full Screen สำหรับการจับภาพทั้งจอภาพ
- Demonstration หมายถึง โปรแกรมจะจับหน้าจอตามการกระทำที่เกิดขึ้น มีการ เคลื่อนไหวของเมาส์ มีกรอบโต้ตอบกับผู้เรียน
- Assessment Simulation โปรแกรมจะบังคับให้ผู้เรียนกระทำตามที่ได้บันทึกหน้าจอไว้ เช่นถ้ามีการบันทึกการคลิกเมาส์ไว้ เมื่อเล่นมาจนถึงช่วงที่ต้องคลิกเมาส์โปรแกรมจะหยุด เล่นจนกว่าจะมีการคลิกเมาส์และหากคลิกผิดที่จะมีกล่องข้อความขึ้นมาบอกว่าต้องคลิก ที่ใดเมื่อผู้เรียนคลิกเมาส์ถูกต้องโปรแกรมจะเล่นต่อไปจนกว่าจะมีเหตุการณ์ใหม่เกิดขึ้น
- Training Simulation หมายถึงการจับหน้าจอแบบการฝึกอบรม โปรแกรมจะทำการบันทึก หน้าจอทั้งหมด เมื่อมีการเล่นโปรแกรมจะแสดงกล่องข้อความโต้ตอบให้ผู้เรียนทำตาม การบันทึกหน้าจอแบบนี้เหมาะสำหรับสอนการใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์ทั้งนี้สามารถ บันทึกเสียงบรรยายไปพร้อมกันได้ด้วย
- Custom โปรแกรมจะให้เราเข้าไปกำหนดค่าในการบันทึกได้ด้วยตนเองและสามารถแก้ไข ได้อีกในภายหลัง
- การ Capture movie หน้าจอภาพเป็นการใช้งานที่น่าสนใจมากทีเดียว เพราะสามารถ นำไปใช้เป็นสื่อเรียนรู้แบบมัลติมีเดีย ที่ดึงดูดความสนใจได้เป็นอย่างดี ซึ่งขั้นตอนการ Capture movie หน้าจอภาพทำได้ดังนี้
1. คลิก Start, Programs, Macromedia, Adobe Captivate
2. คลิก Record or create a new movie จะปรากฏหน้าต่าง New movie options
3. คลิก Full screen เพื่อ Capture movie ovie ทั้งหน้าจอภาพ
4. คลิก OK
Monitor แสดงสถานะจอภาพที่กำลังใช้งาน
Record narration เป็นการบันทึกเสียงบรรยายพร้อมๆ กับการ Screen capture movie
Recording size บอกขนาดการ Capture movie หน้าจอภาพ
Options… เป็นการปรับแต่งเพิ่มเติม ปกติจะใช้ค่าที่โปรแกรมกำหนดมาให้
Record เมื่อกดปุ่มนี้จะเป็นการเริ่มบันทึกการ Capture movie หน้าจอภาพ
5. คลิกปุ่ม Record เพื่อเริ่มบันทึก การ Capture movie หน้าจอภาพ
6. กดปุ่ม บนแป้นพิมพ์เมื่อสิ้นสุดการ Capture
7. ปรากฏสไลด์ Movie (Movie Frame) ซึ่งจำนวนสไลด์จะขึ้นอยู่กับจำนวนครั้งที่คลิกเมาส์
เช่น หากมีการคลิกเมาส์ 10 ครั้งก็จะได้จำนวนสไลด์เท่ากับ10 สไลด์ หรือ 10 เฟรม สไลด์
Movie (Movie Frame)
8. คลิกปุ่ม Edit เพื่อแก้ไขสไลด์
9. การปรับแต่ง Timeline
ปกติแต่ละสไลด์จะมีค่า Timeline อยู่ที่ 4 วินาที ในรูปข้างล่างจะเป็น Slide 4
(4.0s)สามารถปรับแต่งเพิ่มหรือลดค่า Slide Timeline ได้
- วัตถุที่วางบนสไลด์จะวางเรียงกันเป็นเลเยอร์(Layer) ถ้าต้องการปรับแต่ง Timeline วัตถุใดก็ให้คลิกที่วัตถุนั้นแล้วลากซ้ายขวาคลิกแล้วลากเพื่อปรับแต่ง Timeline โปรแกรมจะสร้างข้อความให้อัตโนมัติ สามารถดับเบิลคลิกเพื่อแก้ไขข้อความได้
10. การแก้ไขข้อความในสไลด์ ปกติโปรแกรมจะสร้างข้อความในสไลด์ให้อัตโนมัติ เราสามารถแก้ไขข้อความได้ โดย ดับเบิลคลิกแล้วแก้ไขข้อความเมื่อต้องการแก้ไขข้อความภายใน Text Caption ให้ดับเบิลคลิกก็จะสามารถแก้ไข
ข้อความได้
11. การลบสไลด์ การลบสไลด์ทำได้โดยคลิกสไลด์ที่ต้องการลบ แล้วกดปุ่มบนแป้นพิมพ์
12. การเพิ่มสไลด์ จุดประสงค์เพื่อทำสไลด์ไตเติล การเพิ่มสไลด์ทำได้โดยคลิกที่เมนู Insert, Blank Slide หลังจากเพิ่มสไลด์เราก็ สร้าง Text animation เป็นสไลด์ไตเติลก่อนที่จะเข้าเนื้อหา เมื่อได้ Slide แล้วให้นำขึ้นไปเป็นสไลด์แรก แล้วจึงแทรก Text animation
13. การใส่สีพื้นหลังให้กับสไลด์ การใส่สีพื้นหลังให้กับสไลด์ทำได้โดยคลิกที่เมนู Slid, Properties…เลือกสีพื้น หลัง สีพื้นหลังที่เลือก Text animation
14. การดูผลงานสไลด์ Movie การดูสไลด์ Movie ทำได้โดยคลิกที่ปุ่ม Preview เช่นเลือก Preview In Web Browser สไลด์จะโชว์เป็นภาพเคลื่อนไหวตามลำดับสไลด์ เมื่อดูผลงานเสร็จแล้วให้คลิกปุ่ม Close แล้วบันทึกไฟล์เก็บไว้ เพื่อแก้ไขใน ภายหลัง
15. การบันทึกไฟล์โปรแกรม Adobe Captivate การบันทึกไฟล์โปรแกรม Adobe Captivate คือการเก็บ ไฟล์ที่เราสร้างไว้ เพื่อประโยชน์สำหรับการแก้ไขในภายหลัง โดยโปรแกรม Adobe Captivate มีนามสกุลไฟล์ *.CP โดยวิธีการบันทึกให้ ไปที่เมนู File, Save หรือคลิกปุ่ม Save บน Main Tools Bar



การสร้างงานด้วย Blank Project
- การสร้าง Blank Project เมื่อตกลงจะได้หน้าใหม่ให้ตั้งค่าต่างดังนี้
> User defined กำหนดขนาดตามความต้องการ เช่น ตัวอย่างเลือกขนาด 800 x 600
> Preset size กำหนดขนาดตามความละเอียด (Resolution) ของจอภาพ
การสร้าง Movie ด้วยวิธีนี้จะอาศัยเครื่องมือที่อยู่ด้านล่างช่วยสร้างเครื่องมือที่สำคัญที่นิยมใช้กัน



การสร้าง Text Animation
- คลิกที่ Object Tools ที่ชื่อ Text Animation ปรากฏหน้าต่าง New text Animation เลือก Text Animation
Effect เลือกรูปแบบการแสดงผลข้อความ
Text พิมพ์ข้อความที่ต้องการ
Change font… เปลี่ยนรูปแบบ ขนาด หรือสีของตัวอักษร
- ค่าของ Options
Timing กำหนดเวลาการแสดงผลของ Movie
Loop คลิกถูกที่ Loop กำหนดให้เล่นวนซ้ำ
Transition กำหนด Effect ในการเปลี่ยนฉากแต่ละสไลด์ (Frame)
- ค่าของ Audio
Record new… กำหนดการบันทึกเสียงจาก
ไมโครโฟน
Import… นำเข้าไฟล์เสียง เช่น MP3, WAV
Settings การกำหนดค่าของเสียงที่บันทึก เลือก
ไมโครโฟน



การสร้าง Caption หรือสร้างหนังสือทั่วไป
- เมื่อสร้างสไลด์ใหม่แล้ว คลิกที่ Object Tools ที่ชื่อ Caption ปรากฏหน้าต่าง New text Caption
Caption type กำหนดลักษณะรูปแบบของ Caption
Font…รูปแบบตัวหนังสือ
ส่วนค่า option และ Audio จะมีลักษณะ
พื้นที่พิมพ์ตัวหนังสือ เหมือนกับ การสร้าง text Animation



การสร้าง Rollover Caption
- เป็นการสร้างหนังสือในรูปแบบที่เมื่อแสดงผลโดยการลากเมาส์ผ่านจุดที่กำหนดจึงจะปรากฏหนังสือออกมาให้เห็น เริ่มสร้างโดยคลิกที่ Object Tools ที่ชื่อ Rollover Caption ปรากฏหน้าต่าง Rollover
Caption
Caption type กำหนดลักษณะรูปแบบของ
Caption
Font…รูปแบบตัวหนังสือ
ส่วนค่า option และ Audio จะมีลักษณะ
เหมือนกับ การสร้าง text Animation
การสร้าางปุุ่มควบคุม
โดยคลิกที่ Object Tools ที่ชื่อ Button ปรากฏหน้าต่าง



การแทรก Text Entry
- Text Entry ใช้แทรกเพื่อทำกิจกรรมในระหว่างเรียนหรือเป็นการทดสอบความสามรถของนักเรียน ซึ่งเป็นการเติมคำในช่องว่าง มีขั้นตอนดังนี้
1. สร้างคำถามด้วย Caption
2. เลือกไอคอน Text Entry บนจอภาพจะเกิดกรอบโต้ตอบใหม่ขึ้นมา
3. เลือกตำแหน่งแล้วปรับ Text Entry ให้เหมาะสม
4. เปลี่ยน Type success text here โดยดับเบิลคลิก แล้วเป็นถูกต้อง
5. เปลี่ยน Type failure text hereโดยดับเบิลคลิก แล้วเป็นผิดให้ตอบใหม่
6. แทรก Bottom ควบคุม
7. จัด Time Line ให้เหมาะสม


การแทรกรูปภาพ (image)
- โดยคลิกที่ Object Tools ที่ชื่อ Image ปรากฏหน้าต่างใหม่ให้เลือกรูปภาพที่จะแทรก เมื่อเลือกรูปภาพแล้วถ้าหากภาพมีขนาดใหญ่จะมีหน้าต่างให้ Crop รูปภาพ .ให้ได้ขนาดพอดีกับพื้นที่ที่กำหนด ถ้าเลือก Resize ze จะทำให้ขนาดของภาพปรับลดขนาดลงให้พอดีกับพื้นที่กำหนด
Image กำหนดขนาดของภาพหรือเปลี่ยนภาพใหม่ จาก Import
Font…รูปแบบตัวหนังสือ
ส่วนค่า option และ Audio จะมีลักษณะ
เหมือนกับ การสร้าง text Animation


การแทรกรูปภาพในลักษณะ Rollover image
- โดยคลิกที่ Object Tools ที่ชื่อ Rollover Image ปรากฏหน้าต่างใหม่ให้เลือกรูปภาพที่จะแทรกเมื่อเลือกรูปภาพแล้วถ้าหากภาพมีขนาดใหญ่จะมีหน้าต่างให้ Crop รูปภาพ .ให้ได้ขนาดพอดีกับพื้นที่ที่กำหนด ถ้าเลือก Resize ze จะทำให้ขนาดของภาพปรับลดขนาดลงให้พอดีกับพื้นที่กำหนด


การทำ Click Box
- Click Box เป็นการทำที่เกี่ยวกับภาพและคำถามที่เกี่ยวข้องกับภาพเพื่อเป็นการฝึกให้นักเรียนทดลองทำหลังจากที่เรียนผ่านไป โดยการคลิกที่ภาพตามคำถามที่กำหนดให้ มีขั้นตอนในการสร้างดังนี้
1. แทรกรูปภาพที่ต้องการทดสอบความรู้ของนักเรียน ด้วยไอคอน Image
2. แทรกคำถามด้วยไอคอน Caption
3. เลือกไอคอน Click Box บนจอภาพจะเกิดกรอบโต้ตอบ
เลือกเมือกคลิกเมาส์ถ้าไม่อยากให้เปลี่ยนเลือก No Action เลือก OK
4. ปรับตำแหน่งที่ต้องการให้คลิกเมาส์ที่ที่ตำแหน่งที่ถูกต้อง
5. เปลี่ยน Type success text here โดยดับเบิลคลิก แล้วเป็น ถูกต้อง
6. เปลี่ยน Type failure text hereโดยดับเบิลคลิก แล้วเป็น ผิดให้ตอบใหม่
7. แทรก Bottom ควบคุม
8. จัด Time Line ให้เหมาะสม


การแทรกแบบทดสอบ
- คลิกเมนู insert, Slide จะปรากฏหน้าต่าง Question Slide รูปแบบการ Question Slide ชนิดของแบบทดสอบที่โปรแกรมกำหนดให้มีหลายรูปแบบสามารถที่เลือกได้ตามความเหมาะสมในการสร้างบทเรียน เมื่อเลือกแบบทดสอบแล้วให้กดปุ่มสร้างแบบทดสอบ ก็จะได้หน้าต่างใหม่สำหรับสร้าง
- แบบทดสอบดังนี้
ชื่อชุดแบบทดสอบ
คำถามแต่ละข้อ
กำหนดคะแนนในแต่ละข้อ
คำตอบพร้อมเลือกข้อที่ถูก
กำหนดให้ถูกข้อเดียวหรือหลายข้อ
กำหนดให้เป็น A B C หรือ a b c
กำหนดรายละเอียดข้อสอบ
การกำหนดรายละเอียดข้อสอบเพื่อนำออกไปใช้ประโยชน์ต่อไป



การส่งออก (Publish) ไฟล์ *.CP
1. เปิดไฟล์ *.CP ที่เคยสร้างไว้แล้ว
2. คลิกเมนู File, Publish จะปรากฏหน้าต่าง Publish รูปแบบการ Publish
ตัวอย่าางนี้เลือก Publish เป็น Flash (SWF)และ HTML หลังจากที่ Publish ก็จะได้ ไฟล์ 2 ไฟล์ คือ
.SWF กับ .HTML
Flash (SWF) ส่งออกเป็น Flash movie File (.swf) สำหรับใช้งานบนเว็บไซต์ Adobe Connect
Enterprise ส่งออก Online บนอินเทอร์เน็ต
Standalone ส่งออกเป็นไฟล์ *.exe สำหรับสื่อเรียนรู้เปิดดูได้โดยไม่ต้องติดตั้งโปรแกรม E-Mail
ส่งออกเป็น E-Mail
Print ส่งออกเป็นใบปลิว (ส่งออกโปรแกรม Microsoft Word) FTP ส่งออกเป็น File Transfer Protocal
Output Options
Zip File ส่งออกเป็นไฟล์ *.ZIP ซึ่งสามารถนำเข้าบทเรียนออนไลน์ใน Moodle ในรูปแบบ Scrom
Full screen ส่งออกแบบเต็มจอภาพ เมื่อเลือกเพิ่ม
Export HTML ส่งออกเป็นไฟล์ *.HTML จะได้ทั้งไฟล์ที่เป็น .SWF กับ .HTML
Generate autorun for CD สร้างระบบ autorun สำหรับแผ่น CD
Flash Version เป็นการเลือกรุ่นของโปรแกรมเล่นไฟล์ Flash
Project Information
โดยเลือก Preferences สำหรับตั้งค่าต่างก่อนที่จะนำออกไป จะปรากฏหน้าต่างใหม่ให้ตั้งค่า Preferences แสดงข้อมูลเกี่ยวกับไฟล์ที่ส่งออก เช่น ขนาดของการแสดงผล (Resolution), จำนวนสไลด์ท้ังหมด (Slides), การใส่เสียงประกอบสไลด์ (Slide with audio) คุณภาพของเสียง (Audio Quality), e-learning Output, แถบควบคุม Movie (Playback Control) Preferences… การกำหนดรูปแบบการส่งออก เพิ่มเติม
Standalone ส่งออกเป็ นไฟล์ *.exe
ในการสร้างสื่อการเรียนการสอนในรูปแบบที่เป็นลักษณะคอมพิวเตอร์ช่วยสอน เพื่อที่จะให้นักเรียนนักศึกษาสามารถที่จะนำไปศึกษาเพิ่มเติมได้ด้วยตนเอง มีขั้นตอนการสร้างดังนี้
1. เลือกเครื่องมือ Publish แล้วเลือก Standalone เมื่อทำเสร็จสามารถที่ใช้งานได้เลยโดยเลือกเปิดเล่นจากไฟล์ที่สร้างขึ้นมา
2. ทำเหมือนกันทุกๆ หน่วย หรือที่มีอยู่จนหมดทุกงานเพื่อที่จะสร้างเมนูสำหรับใช้งานให้ได้งานทั้งหมด
3. เลือกเมนู File แล้วทำภาพ
4. จะได้หน้าต่างใหม่ดังภาพแล้วทำตามได้เลย
5. เลือกรูปแบบเมนู
6. สร้างเมนูที่หน้าแรกของงานที่นำเสนอ
7. จะได้หน้าต่างสำหรับตั้งชื่อแผ่นซีดี แล้วก็กด Finish
8. จะได้หน้าต่างสำหรับปรับแต่งเมนูให้เหมาะสม
9. เมื่อปรับแต่งเสร็จให้เลือกเครื่องมือ Export เพื่อนำไปใช้งานจริง
10. เมื่อเกิดหน้าต่างใหม่ขึ้นมาให้ต้ังชื่อและเลือก Folder ที่จะบันทึก แล้วกด Finish
11. จากนั้นให้ทดลองทดสอบว่างานที่ทำเสร็จสามารถใช้งานได้หรือไม่
12. เมื่อตรวจสอบแล้วก็ให้นำงานทั้งหมดใน Folder นั้น เขียนลงในแผ่นซีดีเพื่อนำไปใช้งานจริง



การบันทึกเพื่อนำไปใช้กับ Moodle
- แต่ถ้าต้องการนำเข้าในโปรแกรม Moodle เพื่อสร้างบทเรียนออนไลน์ ในลักษณะที่เป็น Scorm จะต้องเสร็จค่าให้เป็น Scorm ด้วยตามภาพ และเลือก Publish ให้ Zip files
เลือก SCORM
เลือกการให้คะแนน
เลือกบีบไฟล์
คลิก publish
เมื่อกำหนดค่าหมดแล้ว ก็กด Publish โปรแกรมจะทำการบันทึกไฟล์ตามรูปแบบที่กำหนด
เมื่อ Publish เสร็จสามารถที่ดูงานที่สร้างเสร็จสมบูรณ์ได้โดยกดปุ่ม View Output งานที่เสร็จนั้นก็
จะแสดงผลให้ดูได้เลย


การนำบทเรียนที่สำเร็จใช้ร่วมกับ โปรแกรม Moodle เพื่อเป็ น E_learning
- สามารถที่จะทำได้โดยเปิดบทเรียน E_learning ที่สร้างไว้ก่อนแล้วได้ตามขั้นตอนดังนี้
1. เปิด Internet Explorer หรือตัวไหนก็ได้ที่สามารถเข้าอินเตอร์เน็ตได้
2. เลือกรายวิชาที่จะสร้างบทเรียนแล้วเข้าสู่ระบบในฐานะผู้ที่สามารถแก้ไขงานได้
3. เข้ารายวิชาแล้วให้เริ่มแก้ไขงาน
4. เลือกเพิ่มแหล่งข้อมูล เลือกแบบลิงค์ไฟล์หรือเว็บไซด์
5. จะมีหน้าต่างใหม่ให้เลือก
ชื่อหัวข้อที่จะให้เรียน
ถ้าไม่มีไฟล์ให้อัพโหลดไฟล์ที่สร้างเสร็จเข้า
เลือกไฟล์หรือ url ที่ต้องการ
6. เลือกหรืออัพโหลดไฟล์ เพื่อนำไฟล์ที่สร้างเสร็จแล้วเข้ามาใช้งาน
7. จะได้หน้าต่างใหม่ให้เลือกไฟล์เข้ามาได้
8. เมื่อเลือกอัพโหลดไฟล์นี้จะได้หน้าให้เลือกไฟล์
9. จะกลับมาที่หน้าให้บันทึกการเปลี่ยนแปลง
10. เมื่อบันทึกเสร็จก็สามารถที่จะแสดงผลงานผ่านหน้าเว็บไซด์ได้เลยโดยคลิกที่ชื่อของงาน
เมื่อเสร็จแล้วสามารถที่จะเพิ่มบทเรียนอื่นในทำนองเดียวกัน แต่ถ้าหากบทเรียนมีบททดสอบด้วย
ให้ใช้วิธีนำเข้าโดยการเพิ่มกิจกรรมแล้วเลือก Scrom :ขั้นตอนการนำเข้าคล้ายๆ กัน

ที่มา : http://www.ccat.ac.th/data/Captivate.pdf